จากกรณีมีข้อมูลเผยแพร่ในโลกโซเชี่ยล อ้างมีชาวอิสราเอลที่หยุดพักการสู้รบกว่า 30,000 คน ย้ายมาตั้งถิ่นฐานใน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ของไทย
มีการตั้ง ชาบัด หรือโบสถ์ เพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนาทุกวันศุกร์-เสาร์ ทั้งยังเปิดธุรกิจร้านอาหาร ที่พัก ร้านตัดผม ฯลฯ เพื่อรองรับคนชาติเดียวกันโดยเฉพาะ
ทั้งยังได้อ้างถึงตัวเลขชาวอิสราเอลที่ปักหลักตั้งถิ่นฐานเป็นครอบครัว สังคมชุมชนประมาณ 3,000 คน
ปลุกปั่นกระแส “ปายเลสไตน์” ดินแดนพันธสัญญาตามความเชื่อชาวยิว สร้างความหวาดผวาให้ชาว อ.ปาย และร้านค้าผู้ประกอบการในพื้นที่
ข่าวดังกล่าวเป็นที่มาของเสียงเรียกร้องให้รัฐบาล ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง เร่งตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรกันแน่
เบื้องต้นข้อมูลจากฝ่ายปกครอง ตำรวจ ผู้ประกอบการ รวมถึงนักการเมืองในพื้นที่ พบว่าข้อมูลที่เผยแพร่ต่อๆ กัน ส่วนใหญ่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน เผยข้อมูลสอดคล้องกับ ตม. ว่า อ.ปาย มีคนไทยอาศัยอยู่ราว 38,000 คน ชาวอิสราเอล 30,000 คนคือยอดสะสมตลอดทั้งปี 2567 โดยชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยว อ.ปาย มากอันดับ 1 คือ อังกฤษ ตามด้วยอิสราเอล สหรัฐ และเยอรมัน
โบสถ์ หรือชาบัด ที่ก่อสร้าง ผู้ว่าฯ ยืนยันไม่ผิดกฎหมาย หน่วยราชการและทุกหน่วยงานเข้าตรวจสอบได้ อีกทั้งโบสถ์ยิว ไม่ได้มีที่ อ.ปาย แห่งเดียว แต่มีอยู่ 7 แห่งในจังหวัดต่างๆ โบสถ์ใหญ่สุดอยู่ที่กรุงเทพฯ
นอกจากนี้ นายปกรณ์ จีนาคำ สส. แม่ฮ่องสอน ระบุถึงประเด็นดินแดนพันธสัญญา ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน พร้อมชี้ว่า ข้อมูลที่ปรากฏในโลกโซเชี่ยลเป็นการขยายความมากเกินไป
นายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กล่าวถึงกระแสข่าวชาวอิสราเอลยึด “ปาย” ว่า ตรวจสอบแล้วไม่จริง
ขณะที่รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมเอกอัครราชทูตอิสราเอล 26 ก.พ.นี้ ด้านผบ.ตร.ก็สั่งการให้ผู้ช่วยผบ.ตร.คุมทีมตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และให้รายงานผล ใน 7 วัน
เบื้องต้นถึงจะมีคำยืนยันจากในพื้นที่ว่า “ปายเลสไตน์” ไม่ใช่เรื่องจริง ทั้งยังก่อผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว อ.ปาย และของไทย
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องไม่นิ่งนอนใจ ในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ความชัดเจน เพื่อให้ประชาชนที่ไม่แต่เฉพาะชาว อ.ปาย แต่เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศมีความมั่นใจและสบายใจมากขึ้น