สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันส่อว่าจะมีปัญหา หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แจ้งความคืบหน้าผลการสอบสวน และขอความเห็นการดำเนินคดี กรณีมีผู้ร้องเรื่องการฮั้วกันในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ผลการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เชื่อได้ว่ามีขบวนการดังกล่าวจริง และเข้าข่ายความผิดอาญาฐานอั้งยี่ และความผิดฐานฟอกเงิน จึงจะรับดำเนินการสอบสวนส่วนที่พบการกระทำผิดทางอาญา
ประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการประมวลเรื่องและจัดทำความเห็น เสนอที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา
ขณะที่เลขาธิการทำหนังสือตอบกลับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุเรื่องดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้พิจารณารับเรื่องไว้หรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ซึ่งน่าสงสัย
จากการสอบสวนพบพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และประมวลกฎหมายอาญา รวมถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
ลักษณะการกระทำผิดมีความเป็นองค์กรอาชญากรรม มีการแบ่งแยกหน้าที่ มีฝ่ายไอทีดูแลการคำนวณคะแนน และเตรียมบุคคลที่เรียกว่า “พลีชีพ” เพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปตามแผน จึงเสนอให้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ
โดยในวันที่ 25 ก.พ.จะมีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธาน และกรรมการอีก 20 คนจากหัวหน้าหน่วยงานระดับสูง
เพื่อมีมติให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ กรณีร้องขอให้ตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 โดยต้องใช้มติ 2 ใน 3 ของกรรมการที่มีอยู่ และสังคมจับอยู่ว่าจะออกมาอย่างไร
เป็นที่น่าสังเกตว่ากรณีดังกล่าว ประธานวุฒิสภา รองประธาน พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา ออกมาตั้งโต๊ะแถลงยืนยันว่ามาตามกติกาและรัฐธรรมนูญ พร้อมกับตอบโต้กรมสอบสวนคดีพิเศษว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ
อีกทั้งจะเรียกรมว.ยุติธรรมที่กำกับดูแลหน่วยงานนี้เข้าชี้แจง รวมถึงจะอภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งด้วย ซึ่งสังคมมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องตนเอง
จากการสอบสวนพบพยานหลักฐานว่ามีขบวนการจัดตั้งเครือข่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาชัดเจน วางแผนที่ซับซ้อนตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศจนได้ผลการเลือกตั้งตามโผฮั้วรวม 138 คน สำรองอีก 2 คน
ถ้ามั่นใจว่าเข้ามาสู่ตำแหน่งได้อย่างยุติธรรม โปร่งใส ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ระเบียบและกฎหมาย ก็ต้องพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน เพราะในชั้นนี้ถือเป็นคดีแล้ว อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายเลือกตั้งไปพร้อมๆ กัน