น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมน.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการควบคุม และปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด

โดยนายกฯ ให้นโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าให้จัดการตั้งแต่ผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า และจับกุมผู้ขายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ต้องช่วยกันดูแลอย่างเข้มงวด

ในพื้นที่ใกล้โรงเรียน และโดยรอบสถานศึกษา ต้องไม่มีการขาย รวมทั้งให้ไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโทษ และข้อกฎหมายให้แก่ประชาชนรับรู้เข้าใจอย่าง ถูกต้อง

นายกฯ ให้เวลา 30 วัน ทั้งตำรวจ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ช่วยกันจัดการให้เห็นผล

ก่อนหน้านี้ทีมที่ปรึกษาของนายกฯ รายงานผลการตรวจสอบบุหรี่ไฟฟ้าทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ให้นายกฯ รับทราบ เพื่อนำไปสู่การ แต่งตั้งคณะกรรมการเข้ามากำกับดูแลการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า

จากข้อมูลพบบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่นำเข้าจาก ต่างประเทศ ผ่านตามด่านชายแดนต่างๆ โดยใน 800 กว่าอำเภอทั่วประเทศ พบการลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าทุกอำเภอ

โดยเฉพาะอำเภอใหญ่ๆ มีร้านขายบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 5 ร้าน คาดใน 1 ปี มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท และยังลักลอบขายผ่านช่องทางออนไลน์อีกด้วย

ที่สำคัญคือพบการจ่ายส่วยให้แก่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

ล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผบ.ตร. กล่าวภายหลังรับมอบนโยบาย และข้อสั่งการนายกฯ โดยยืนยันปฏิบัติเชิงรุกทั้งการสืบสวนจับกุม สกัดกั้นการนำเข้า และนำไปซุกซ่อนพักพิงรอการจำหน่าย

รวมทั้งกำชับเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นพื้นที่รอบโรงเรียน และสถานศึกษา ป้องกันไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้าลุกลามเข้าสู่เด็กและเยาวชน ตลอดจนการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้านั้นมีโทษทั้งการนำเข้า ครอบครอง จำหน่าย และการใช้

บุหรี่ไฟฟ้ามีสารเสพติด ส่งผลต่อระบบหายใจ ปอด ความดันโลหิต สมอง และโรคมะเร็ง นอกจากเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่นแล้ว ยังแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน มีผลต่อสมอง และพัฒนาการที่ล่าช้า

นอกจากป้องกันปราบปรามเชิงรุกแล้ว ต้องเอาจริงกับเจ้าหน้าที่ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน