สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนก.พ.2568 อยู่ที่ระดับ 52.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 51.5 ในเดือนก่อน

จากตัวเลขดังกล่าวถือว่ายังคงอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกของประชาชนต่อเศรษฐกิจไทย

สนค.ระบุว่าปัจจัยหนุนสำคัญคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อสินค้า หรือบริการ

อีกปัจจัยคือ โครงการเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เฟส 2 สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพ และส่งเสริมภาคธุรกิจ

สำหรับโครงการเติมเงินดิจิทัล ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเฟสที่ 3 แล้ว ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ใช่การเติมเงินสดผ่านบัญชีธนาคาร

โดยกำหนดจ่ายเงินดิจิทัลในปลายไตรมาส 2 ถึงต้นไตรมาส 3 ของปี 2568 ให้กับกลุ่มที่ลงทะเบียนไว้แล้ว มีอายุตั้งแต่ 16-20 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่มวัยเรียน จำนวน 2.7 ล้านคน

รัฐบาลให้เหตุผลว่ากลุ่มอายุ 16-20 ปี มีความตื่นรู้ทางเทคโนโลยีสูง และใช้จ่ายในรูปแบบดิจิทัลวอลเล็ตสูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งกำหนดการใช้จ่ายผ่านแอปฯ ณ ร้านค้าในพื้นที่เขต หรืออำเภอที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน จะส่งผลให้การใช้จ่ายกระจายครอบคลุม

ส่วนเฟสต่อไปอายุ 21-59 ปี เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่สุด รัฐบาลยืนยันดำเนินการต่อ และจัดเตรียมเงินไว้แล้ว

โครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ที่ในระยะแรกต้องล่าช้า เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนเป็นการจ่ายเงินสดแทนให้แก่กลุ่มเปราะบาง และผู้พิการเป็นลำดับแรก ก่อนตามด้วยเฟส 2 กลุ่มสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป

ผลที่ตามมาในเฟสแรกส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มธุรกิจค้าส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรอุปกรณ์ทางการเกษตร ต่อด้วยเฟส 2 ที่ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ในเฟส 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ตามมาด้วยคำถาม และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทำไมต้องเฉพาะกลุ่มอายุ 16-20 ปี ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งอธิบายทำความเข้าใจต่อสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

พร้อมทั้งต้องเร่งเดินหน้าเฟส 4 กลุ่มอายุ 21-59 ปี กลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นใหญ่ที่สุด และเฟส 5 กลุ่มที่ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ตโฟน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน