วันที่ 24 มีนาคม เป็นวันแรกของการอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่พรรคฝ่ายค้านนำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและคณะร่วมกันลงชื่อยื่นในญัตติ

ก่อนหน้านี้ มีความขัดข้องบางประการ เนื่องจากระบุชื่อบุคคลภายนอกโดยตรง ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเห็นว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับ จึงตีกลับให้ไปแก้ไขเสียใหม่

แต่ในที่สุดก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ หลังอะลุ้มอล่วย ยอมโอนอ่อน ซึ่งผู้ยื่นญัตติได้ขีดฆ่าชื่อของบุคคลระบุไว้แต่แรกออกไป และใช้คำว่า “บุคคลในครอบครัว” แทน

ที่ประชุมฝ่ายประสานงานหรือวิปรัฐบาลและฝ่ายค้าน เห็นชอบตรงกันแบ่งสันวลากัน โดยให้ฝ่ายค้าน 28 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีและฝ่ายรัฐบาล 7 ชั่วโมง กำหนดอภิปรายวันที่ 24-25 มีนาคมและลงมติวันที่ 26 มีนาคม

หลักการสำคัญของการปกครองในระบบรัฐสภา คือ การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติไว้ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินภายใต้ความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎร

หากไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นเหตุทำให้รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไป อันเป็นไปตามหลักการถ่วงดุลและคานอำนาจซึ่งกันและกัน

ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกของสภาชุดนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไป นายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งหากมีเสียงลงมติสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะรัฐบาลตามระบบ

ถ้านับจำนวนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีจำนวนมากกว่าฝ่ายค้านโดยมีจำนวน 318 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 166 เสียง จากทั้งสภาที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้รวม 493 เสียง

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนเสียงฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจะมีมากกว่า แต้ถ้าฝ่ายค้านมีข้อมูลหลักฐานที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของผู้ถูกอภิปรายได้ ก็อาจสร้างความสั่นคลอน ขาดความชอบธรรมเช่นกัน

ในส่วนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้น ต้องชี้แจงแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นไปตามที่อภิปรายกล่าวหาและตั้งข้อสงสัย ถ้าหากทำได้ชัดเจน สิ้นกังขา ก็ยิ่งสร้างความศรัทธา เรียกความเชื่อมั่นเพิ่ม

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เชื่อว่าจะมีความร้อนแรงอย่างแน่นอน โดยเฉพาะส่วนที่พาดพิงถึงบุคคลภายนอก ข้อบังคับการประชุมจะถูกหยิบยกขึ้นมาให้ประธานวินิจฉัยทุกเมื่อ หากพูดนอกเหนือจากญัตติ

เพื่อมีความราบรื่น เรียบร้อย ให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ได้อย่างไหลลื่น ประธานจะต้องควบคุมการประชุมโดยยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัดและวินิจฉัยชี้ขาดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้สภาเป็นเวทีแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน