เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 ศูนย์กลาง ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 28 มี.ค. ส่งแรงสะเทือนถึงประเทศไทยหลายพื้นที่
ภาคเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางที่สุด ประชาชนทั่วไปต่างรู้สึกได้ว่าเกิดเหตุการณ์ ส่วนความเสียหายใดๆ ต่อร่างกาย ชีวิต อาคาร บ้านเรือน ศาสนสถานนั้นต้องรอผลการตรวจสอบ
ขณะที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาคารขนาดใหญ่และตึกสูงอยู่เป็นจำนวนมาก ได้รับผลกระทบถ้วนหน้า โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยในแนวตั้ง เกิดความเสียหายหลุดพังแตกต่างกันไป
ที่รุนแรงมากที่สุดได้แก่อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สูงกว่า 30 ชั้นที่กำลังก่อสร้าง พังถล่มลงมาทั้งตึก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายรวมกันจำนวนมาก สร้างความเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง
เหตุการณ์แผ่นดินไหวรู้สึกได้ เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมามีระดับความรุนแรงไม่มากนัก แต่ในครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้
สำหรับอาคารที่พังถล่มลงมานั้น จะต้องสอบสวนสาเหตุว่าฐานรากและระบบโครงสร้างทั้งหมด ขาดมาตรฐานอย่างไร ความเสียหายทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นใครต้องรับผิดชอบบ้าง
น่ายินดีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความรู้ทางด้านวิศวกรรม ได้ระดมวิศวกรอาสาเข้าตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารสูงที่ได้รับผลกระทบทั่วกรุง เพื่อยืนยันระดับความปลอดภัย
เรื่องนี้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรวิชาชีพด้านนี้ ควรจักต้องเป็นหลักในการอำนวยช่วยเหลือด้านการตรวจสอบอย่างเป็นวิชาการ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการก่อสร้างด้วย
จากเหตุการณ์นี้ ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ได้แก่ การแจ้งเตือนเพื่อรับมือกับสถานการณ์หลังเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบแจ้งล่าช้าเกินไป จนทำให้ขาดแนวทางปฏิบัติตามมาตรการที่ดี
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดมหาภัยพิบัติมาหลายหน ทั้งสึนามิอันดามัน รวมถึงมหาอุทกภัยใหญ่ในประเทศ จนนำไปสู่การตั้งหน่วยงานระดับปฏิบัติการขึ้นมาบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย
ครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่และมีผลกระทบมาก จริงอยู่แผ่นดินไหวไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ แต่การแจ้งเตือนภัยหลังเกิดเหตุ จะต้องฉับไว ทันทีทันใดและเป็นมืออาชีพกว่านี้
จึงหวังว่าต่อจากนี้ไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสรุปและถอดบทเรียนอย่างจริงจังเพื่อสร้างองค์ความรู้สู่สาธารณะ และสร้างความตระหนักในหมู่ประชาชนเพื่อรักษาความปลอดภัยและสูญเสียให้น้อยลงที่สุด