เกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทย จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณ ต.คลองเขม้า อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ที่ละติจูด 8.022 องศาเหนือ ลองติจูด 98.938 องศาตะวันออก ขนาด 3.5 ความลึก 2 ก.ม. เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.27 น. วันที่ 14 เมษายน 2568
ทำให้ประชาชนในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ต.ปกาสัย ต.ตลิ่งชัน ต.คลองเขม้า และต.เหนือคลอง รับความรู้สึกการสั่นไหว สร้างความตื่นตระหนกแตกตื่นพอสมควร
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอาคารบ้านเรือน โรงพยาบาล มีรอยร้าวเล็กน้อย มีถนนยุบตัวบางเส้นทาง เนื่องจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน
ส่วนความเสียหายอื่นๆ นั้น เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด คาดว่าจะได้ผลสรุปเร็วๆ นี้
กรมอุตุนิยมวิทยาระบุเป็นการไหวที่มีจุดศูนย์กลางใกล้ความถี่ในการสั่นสูง คล้ายรถบรรทุกขนาดใหญ่มากวิ่งผ่าน ยืนยันไม่ใช่เป็นโดมิโนจากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคมแน่นอน
สาเหตุเกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนคลองมะรุ่ยที่ยังมีพลังในทะเล ทอดตัวผ่าน อ.บ้านตาขุน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี อ.ทับปุด อ.เมือง จ.พังงา เลยไปในทะเลอันดามัน ระหว่าง อ.เมือง จ.ภูเก็ต กับ อ.เกาะยาว จ.พังงา ความยาว 148 ก.ม.
สำหรับแผ่นดินไหวขนาด 3.5 นั้น โดยความรุนแรงไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารบ้านเรือนแต่อย่างใด และไม่เข้าเกณฑ์ในการแจ้งเตือนภัย แต่ได้ประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
น่ายินดีว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เห็นความพร้อมของหน่วยงานราชการในการรับมือภัยพิบัติ อาจจะเป็นเพราะว่ามีการซ้อมเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิอันดามัน เมื่อปีพ.ศ.2547
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตระหนก หวาดกลัว ในหมู่ประชาชนวงกว้าง แม้ความรุนแรงจะไม่มากนัก แต่เป็นความวิตกกังวลจากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศพม่าที่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยล่าสุด
โดยเฉพาะทำให้อาคารเกิดความเสียหายหลายแห่ง รวมถึงอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่มลงมา จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก
อุบัติภัยแผ่นดินไหวนั้นไม่สามารถล่วงรู้และพยากรณ์ได้ก่อนเหตุเกิด แต่สามารถสร้างองค์ความรู้ในการป้องกันความเสียหายและลดความสูญเสียได้ ดังที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น
ดังนั้น รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องหมั่นสร้างการตระหนักรู้ ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องถึงวิธีการรับมือ ป้องกันตัว ตลอดจนการช่วยเหลือบุคคลใกล้ชิดให้อยู่รอดปลอดภัยไปด้วยกัน