เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้ บังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในจ.ยะลา จ.ปัตตานี และจ.นราธิวาส รวม 11 แห่ง
จากการตรวจค้นพบบุคคลต้องสงสัย 7 ราย และสิ่งของต้องสงสัยจำนวนหนึ่ง ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าอาจเชื่อมโยงกับการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
จากนั้นจึงนำตัวบุคคลต้องสงสัยไปซักถามขยายผลที่ศูนย์ซักถามในค่ายทหาร 3 แห่ง ซึ่งจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นั้น สร้างความกังวลและไม่สบายใจของครอบครัวผู้ต้องสงสัย
จึงมีข้อเรียกร้องให้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยปฏิบัติตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย
จากปฏิบัติการดังกล่าว เป็นความต่อเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กลับมาเกิดขึ้นรุนแรงบ่อยครั้งในช่วงปลายเดือนเม.ย.2568
เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์วางระเบิดแฟลตตำรวจสภ.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส นอกจากความเสียหายของทรัพย์สินแล้ว ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บด้วย
ต่อมาเกิดเหตุลอบยิงประชาชนที่อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ลอบยิงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเสียชีวิต 2 ราย ที่อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และอ.บันนังสตา จ.ยะลา และวางระเบิดตำรวจตชด.เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย ที่อ.ธารโต จ.ยะลา
ทั้งการก่อเหตุรุนแรง ต่อเนื่องถึงการนำตัวบุคคลต้องสงสัยไปซักถาม ไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสร้างความสงบสุขชายแดนภาคใต้
หลังเกิดเหตุติดต่อกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สั่งการเน้นย้ำเร่งด่วนให้ทหาร ตำรวจ และหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ ปรับแผนการทำงานเชิงรุกมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันก็ยังยืนยันที่จะใช้กระบวนการพูดคุยแก้ปัญหา โดยจะหารือกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย ตลอดจนผู้นำตัวจริงของฝ่ายขบวนการ ที่มีอำนาจสั่งหยุดยั้งสถานการณ์ได้
นายภูมิธรรมระบุด้วยว่า ประเทศไทยเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ แต่ถ้าจะให้มีลักษณะพิเศษอย่างไรก็ต้องมาคุยกัน ยืนยันเคารพในความเป็นพหุวัฒนธรรม และการแก้ไขปัญหาโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นอกจากการปรับแผนเชิงรุก ป้องกันเหตุให้ได้ ไม่สร้างเงื่อนไขในพื้นที่ ก็หวังด้วยว่ากระบวนการพูดคุยจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายมากขึ้น