รัฐบาลออกแถลงการณ์กรณีเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 ที่กองกำลังทหาร 2 ฝ่าย ปะทะกันในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
รัฐบาลยืนยันว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และคุ้มครองบูรณภาพของดินแดนไทยอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี สอดคล้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม
หลังเกิดเหตุ รัฐบาล 2 ฝ่ายได้หารืออย่างใกล้ชิดในทุกระดับ รวมถึงนายกรัฐมนตรีของ 2 ประเทศ ได้พูดคุยกันด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ ผลจากการพูดคุยเห็นตรงกันว่า จะร่วมมือกันทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ และไม่ลุกลามบานปลาย
โดยจะใช้กลไกทวิภาคีผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม ตามที่ผบ.ทบ.ของ 2 ฝ่ายหารือกันไว้
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า สำหรับคณะกรรมการเขตแดนร่วม เป็นกลไกที่จัดตั้งขึ้นโดยเอ็มโอยู 2543 เพื่อหารือเรื่องการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดน
ขณะนี้กัมพูชาตอบรับคำขอฝ่ายไทย ที่จะจัดประชุมในวาระที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 14 มิ.ย.2568 และ 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องกันที่จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างประชาชน 2 ประเทศ
ยืนยันว่าปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทั่วไปสงบเรียบร้อย ขอให้มั่นใจว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ตามขั้นตอนในการปกป้องอธิปไตย และรักษาสิทธิทางกฎหมายอย่างครบถ้วน
เชื่อมั่นว่า ไทย-กัมพูชาจะแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ บนพื้นฐานของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของประชาชนบริเวณชายแดน
จากแถลงการณ์ย่อมตอกย้ำว่า ไทยในฐานะเพื่อนบ้านกัมพูชา มุ่งมั่นจะแก้ปัญหาระหว่างกันโดยสันติวิธี ผ่านการประชุมเจรจาหาข้อยุติ ทั้งเหตุปะทะกัน และปัญหาเขตแดนทับซ้อน
จากเหตุพิพาทเมื่อปี 2552-53 ทั้ง 2 ฝ่ายใช้อาวุธปะทะกัน เป็นผลสืบเนื่องจากกรณีเขาพระวิหาร ท้ายที่สุดสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย นอกจากชีวิตแล้วยังกระทบต่อการทำมาหากิน และชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนตามแนวชายแดน
ดังนั้น กรณีช่องบก เชื่อว่าทั้ง 2 ฝ่ายย่อมตระหนักถึงบทเรียนที่ผ่านมาเป็นอย่างดี รวมถึงสังคมโดยรวมต่างก็เชื่อเช่นกันว่า จะต้องยุติปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติวิธี
ที่สำคัญคือระดับประชาชน และส่วนอื่นๆ จะต้องไม่ใช้วาทกรรมยั่วยุ ปลุกปั่นกระแสรักชาติจนเกินขอบเขต ปล่อยให้ฝ่ายทหารระดับสูง และรัฐบาล 2 ฝ่ายแก้ปัญหาตามที่แถลงการณ์ไว้