มีการเผยแพร่บทวิเคราะห์หลังแถลงการณ์รัฐบาล กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากเหตุปะทะระหว่างกองกำลังทหาร 2 ฝ่าย บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ว่า
ถึงแม้ในแถลงการณ์จะไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือประกาศกร้าว แต่ในทางยุทธศาสตร์และการทูตกลับสะท้อนจุดยืนที่รอบคอบ ในการรักษาผลประโยชน์ของไทยและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ในเชิงยุทธศาสตร์การทูต ไทยวางตัวเป็นฝ่ายควบคุมเกม โดยกำหนดกรอบเจรจาให้อยู่ในระดับทวิภาคีผ่านกลไกเจบีซี ปิดช่องกัมพูชาเปิดเกมรุกในระดับสากล
มีการใช้ภาษาทางการทูตแบบระมัดระวัง จริงจังแต่ไม่ยั่วยุ ยึดหลักสันติวิธีและมนุษยธรรม สอดคล้องกับบทบาทประเทศผู้นำในอาเซียน
การที่ไทยเลือกที่จะไม่ตอบโต้รุนแรงก็เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทะทางทหาร ที่อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาใช้เป็นเหตุยื่นฟ้องร้องในเวทีสากล
ทั้งเป็นการรักษาภาพลักษณ์ในเวทีอาเซียน ว่าไทยยังคงยึดหลักสันติภาพและการแก้ปัญหาด้วยการเจรจา ดังนั้น กลยุทธ์นี้จึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการตั้งรับเชิงรุก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยในระยะยาว
ถึงกระนั้นในสายตาประชาชนจำนวนหนึ่งภายในประเทศ ถ้อยแถลงดังกล่าวอาจถูกมองว่าอ่อนแอ ไม่เด็ดขาดต่อการปกป้องอธิปไตย
การไม่ยืนยันในแถลงการณ์ว่า มีการรุกล้ำดินแดน อาจตีความได้ว่าไทยก็ไม่มีความมั่นใจในสิทธิเหนือพื้นที่ของตนเอง
พรรคแกนนำฝ่ายค้านแสดงออกถึงการสนับสนุนแถลงการณ์ที่ยึดหลักแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่
เห็นด้วยกับกระทรวงการต่างประเทศในการเร่งประสานจัดประชุมเจบีซี เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ
แกนนำฝ่ายค้านยังสนับสนุน หากรัฐบาลจะใช้กลไกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 กรณีมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีสามารถยื่นขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะของ สส.ในฐานะตัวแทนประชาชน
และเพื่อแสดงถึงเอกภาพของสภาไทย ในการร่วมกันปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนไทย ไม่แบ่งแยก สส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ทุกคนยึดประโยชน์ประเทศชาติส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เลิกเล่นเกมการเมือง เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุดในเวลานี้