รัฐบาลไทยยึดหลักสันติวิธี หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยพยายามคลี่คลายความตึงเครียดด้านชายแดนอันเนื่องจากการปะทะบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต
แนวทางดังกล่าว ได้รับความสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างจริงใจทั้งจากประธานกลุ่มอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากเห็นว่าทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน
ปัญหาดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้หารือและตกลงกันที่จะใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่แก้ไขปัญหา ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือเจบีซี ซึ่งจะจัดประชุมกันในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ที่กรุงพนมเปญ
แต่น่าเสียใจที่ฝ่ายกัมพูชา โดยแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ปฏิเสธที่จะพูดคุยเรื่องพื้นที่ดินแดนที่กระทบกระทั่งกันทั้ง 4 พื้นที่ โดยอ้างว่าจะนำไปหาข้อยุติในศาลโลก
ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีการปลุกปั่น ยั่วยุ ให้ใช้กำลังต่อกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในสังคมโซเชี่ยลและโลกออนไลน์ ซึ่งจะยิ่งขยายความเกลียดชังระหว่างกันมากขึ้นจนกลายเป็นความแตกแยก
มีหลายคน หลายกลุ่มและหลายฝ่ายออกมาแสดงความรักชาติอย่างล้นเกิน โดยไม่ได้ให้ความห่วงใยประชาชนทั้งสองฝ่ายตามแนวชายแดนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังแสดงทัศนะที่เรียกหารัฐทหาร ให้รีบเข้ามามีอำนาจในการบริหารสถานการณ์ ทั้งๆ ที่มีทางออกมากมาย และทำลายหลักการประชาธิปไตยด้วยซ้ำ
แต่ก็น่าดีใจ ที่สังคมส่วนใหญ่มีสติสัมปชัญญะ วุฒิภาวะ ตักเตือนชี้แนะ ให้ความตระหนักและยั้งคิดว่าทัศนะเช่นนั้นจะเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้นตามมา
ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารบก ออกคำสั่งกองทัพบก กำหนดมาตรการควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว
โดยให้ผู้บัญชาการกองกําลังบูรพา และผู้บัญชาการกองกําลังสุรนารี มีอำนาจกําหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่จําเป็นและเหมาะสม
แต่ให้คํานึงถึงความจําเป็นในการทํามาค้าขายและความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองประเทศที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่ให้ได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
นับเป็นมาตรการแรกที่ฝ่ายความมั่นคงใช้ดำเนินการ จึงหวังว่าจะเป็นเวลาช่วงสั้นๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันการเจรจาทุกระดับก็ต้องดำเนินการควบคู่กันไปตามกรอบ เพื่อลดความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น