เป็นข่าวดีของประชาชนทั้งสองประเทศ จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี คลี่คลายลงได้โดยไม่มีการสู้รบหรือสูญเสียใดๆ
ฝ่ายกำลังกัมพูชายอมถอยออกจากพื้นที่ข้อพิพาทของไทย หลังส่งตัวแทนเข้าเจรจากับไทยเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. กระทั่งบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญ คือ เห็นชอบการปรับการวางกำลังให้กลับไปสู่การวางแนวกำลังเดิมเมื่อปี 2567
เพื่อลดการเผชิญหน้า พร้อมปิดกลบคูเลต หรือแนวคูดินที่ใช้ในทางทหาร กลับสู่สภาพเดิม ตามที่ฝ่ายไทยเสนอ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ภายหลังจากทางการไทยโดยกองทัพบกประกาศใช้มาตรการ ปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านถาวรในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนของไทย เพียงแค่ 1 วัน
เป็นเวลา 11 วัน จากจุดเริ่มต้นการปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ช่องบก เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย
ระหว่างนั้นทั้งสองฝ่ายเปิดโต๊ะเจรจาทั้งในระดับผู้บัญชาการทหาร และระดับรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมของสองประเทศ แต่ไม่เป็นผล ฝ่ายกัมพูชายืนยันไม่ถอนทหารจากพื้นที่ อ้างสิทธิถือครองก่อนเอ็มโอยู 43
สมเด็จฮุนเซน ผู้นำจิตวิญญาณกัมพูชาประกาศพร้อมนำเรื่องขึ้นสู่ศาลโลก ก่อนที่รัฐบาลไทยจะออกแถลงการณ์ ไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก ย้ำใช้สันติวิธีและกลไกเจบีซี เป็นเวทีคลี่คลายปัญหา แต่กัมพูชาไม่สนใจ พร้อมเสริมกำลังชายแดน
แต่ในที่สุดฝ่ายรัฐบาลฮุน มาเนต ต้องจำนนต่อมาตรการปรับเวลาปิด-เปิดด่าน ที่มีเป้าหมายสกัดนักเที่ยว “กาสิโน” แหล่งศูนย์รวมรายได้มหาศาลของกัมพูชา ยอมถอนกำลังกลับที่ตั้ง
แม้มาตรการสกัดท่อน้ำเลี้ยงจะได้ผลตามสโลแกน “ชนะโดยไม่ต้องรบ”
แต่เหตุการณ์นี้ได้ทิ้งบทเรียนไว้มากมายให้กับรัฐบาลไทยภายใต้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยเฉพาะฉากสู้รบด้านข่าวสารกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลบนแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดีย
อาวุธเฟกนิวส์ ถูกปล่อยออกมาจำนวนมาก เช่น ภาพ AI ฮุนเซนลูบศีรษะนายภูมิธรรม ข่าวเตรียมปลดแม่ทัพภาค 2 ท้ารบกัมพูชา ดิสเครดิตรัฐบาล เสี้ยมให้แตกแยกกับกองทัพ ไปจนการจุดกระแสเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร
นอกจากปัญหาข้อพิพาทพื้นที่แนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ข้อพิพาททางการเมืองกับกลุ่มอนุรักษนิยมในประเทศ ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลชุดนี้ต้องระมัดระวังและหาทางบริหารจัดการให้ดีด้วยเช่นกัน