รัฐบาลไทยสั่งการกำชับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ที่ขยายวงกว้าง โดยเฉพาะการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงการเกี่ยวกับนิวเคลียร์ในอิหร่าน
เพื่อประเมินและเตรียมความพร้อมมาตรการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทย หากสถานการณ์สู้รบดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้น
โดยเฉพาะความปลอดภัยของแรงงานไทยในอิสราเอล จากข้อมูลกระทรวงแรงงาน พบว่า ปัจจุบันแรงงานไทยในอิสราเอล มีอยู่ประมาณ 40,000 คน
กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ โดยศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน (Rapid Response Center : RRC) จะประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ และสถานเอกอัครราชทูตในภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือคนไทยในกรณีจำเป็น
ขณะที่กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ คือ ติดตามความปลอดภัยของแรงงานไทยในอิสราเอลทุกพื้นที่ ประสานงานนายจ้างและบริษัทจัดหางาน เตรียมพื้นที่ปลอดภัยและแผนอพยพแรงงานในกรณีฉุกเฉิน
และให้แรงงานทุกคนเร่งแจ้งตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันมายังสำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ หรือแจ้งผ่านญาติให้ติดต่อกลับมายังกรมการจัดหางานในไทย เพื่ออัพเดตข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที
พร้อมทั้งขอให้แรงงานไทยทุกคนพกเอกสารสำคัญติดตัวไว้ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หรือการรวมกลุ่มในที่สาธารณะ และติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกันได้ประสานบริษัทจัดหางานในไทยให้ชะลอการจัดส่งแรงงานชุดใหม่ไปยังอิสราเอลในช่วงนี้ ตามคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศและจากการปิดน่านฟ้าของอิสราเอล
อีกเรื่องที่คนไทยอาจเลี่ยงผลกระทบไม่ได้คือ ความผันผวนของราคาน้ำมัน
กระทรวงพลังงานเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อการผลิตและส่งออกน้ำมันจากพื้นที่ตะวันออกกลางมายังประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันคงเหลือ ยังมีพอต่อความต้องการใช้ในประเทศได้ 60 วัน
ไทยกำลังประสบปัญหารุมเร้าจากภายนอกหลายเรื่อง ทั้งภาษีสหรัฐ ข้อพิพาทแนวเขตชายแดนติดกับกัมพูชา ล่าสุดผลกระทบจากสงครามอิสราเอล-อิหร่าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการกับปัญหาการเมืองภายในให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประเทศและประชาชน จะไม่ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงไป