น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงรัฐบาลยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยประเทศไทยอาสาเป็นเจ้าภาพในการปราบปราม และหาความร่วมมือกับนานาประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมไปถึงความเชื่อมั่นของประเทศไทยในระดับนานาชาติ

จากข้อมูลองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่ากัมพูชาเป็นแหล่งศูนย์รวมอาชญากรรมระดับโลก มีรายได้มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาทต่อปี ยูเอ็นระบุว่า 40-60 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กัมพูชา มาจากคอลเซ็นเตอร์ และการฟอกเงิน

นายกฯ ระบุว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติดังกล่าว ถือเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

สําหรับมาตรการปราบปรามนั้น รัฐบาลระบุว่า นอกจากหน่วยงานความมั่นคงแล้ว ยังร่วมด้วยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ

เริ่มจากเพิ่มความเข้มงวดการควบคุมเข้าออกจุดผ่านแดน จำกัดเวลาปิดเปิดด่านชายแดน 7 จังหวัด ห้ามรถยนต์และบุคคล ยกเว้นเหตุจำเป็น ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าไปเล่นการพนันในพื้นที่ชายแดน

ตรวจสอบบัญชีม้า และเส้นทางการเงินแก๊งคอลฯ ระงับอินเตอร์เน็ต สร้างมาตรการคว่ำบาตรอาชญากรข้ามชาติ การฟอกเงิน ยึดและอายัดทรัพย์สิน ระงับการส่งออกสินค้าที่เกื้อหนุนต่อกิจกรรมของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่สำคัญคือ ประสานความร่วมมือนานาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ โดยไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการร่วมในภูมิภาค

ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นภัยสร้างความเดือดร้อน และความเสียหายแก่ประชาชนอย่างหนักหน่วงในช่วงหลายปี ไม่เฉพาะประชาชนไทยเท่านั้น แต่กระทบต่อพลเมืองทั่วโลก

แม้การประกาศ และออกมาตรการกวาดล้างครั้งใหญ่ของรัฐบาลต่อปัญหานี้ จะเป็นความต่อเนื่องจากข้อพิพาทชายแดนไทยกับกัมพูชาก็ตาม แต่เชื่อว่าทุกภาคส่วนสังคมย่อมเห็นด้วย และพร้อมสนับสนุน

โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลใช้มาตรการตัดแหล่งพลังงาน และสัญญาณสื่อสารของอาชญากรรมตามแนวชายแดน ปรากฏว่าได้ผลระดับหนึ่ง จำนวนการแจ้งเหตุ และความเสียหายลดลง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากฐานใหญ่ของเครือข่ายยังไม่ถูกจัดการ

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การกวาดล้างครั้งนี้จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงที่ยังมีข้อพิพาทชายแดนกันอยู่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน