ไทยเริ่มใช้มาตรการควบคุมด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2568 ผ่านมานานกว่า 1 เดือน

มาตรการความมั่นคงส่งผลกระทบหลายด้านโดยเฉพาะเศรษฐกิจ สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ด้านเศรษฐกิจ การค้าและการขนส่งสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก ธุรกิจตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจขนส่งสินค้าซบเซา ผู้ประกอบการสองฝั่งต่างสูญเสียรายได้

การจ้างงานลด แรงงานกัมพูชาภาคเกษตร ก่อสร้าง โรงงานผลิต ไม่สามารถเข้ามาทำงานในไทยได้ ทำให้ธุรกิจไทยขาดแคลนแรงงาน

ด้านสังคม ครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่คนละฝั่งเขตแดนไม่สามารถไปมาหาสู่ เกิดความตึงเครียดหวาดระแวงระหว่างประชาชนสองฟากฝั่ง

มาตรการคุมด่านทำให้การลักลอบข้ามแดนเพิ่มขึ้นเนื่องจากช่องทางปกติถูกจำกัด นำไปสู่ปัญหาค้ามนุษย์ ลักลอบขนสินค้าเถื่อน เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มกำลังตรวจตราป้องกันการลักลอบข้ามแดนตามช่องทางธรรมชาติ

เศรษฐกิจชุมชนถดถอย ภาคธุรกิจต้องการฟื้นตัว ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางเฝ้ารอการเปิดด่าน เพื่อที่จะกลับมาค้าขายระหว่างกันได้ปกติเหมือนก่อน

ผลกระทบต่างๆ เหล่านี้ขมวดรวมเป็นคำถามถึงฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาล เมื่อสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนกลับมาอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ จึงเป็นเวลาสมควรปลดล็อกด่านแล้วหรือไม่

เกรงว่าหากเนิ่นนานไป สังคมและเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้น

มีข้อเสนอน่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญพื้นที่ชายแดน หากการเปิดด่านยังไม่สามารถทำได้ทันทีตอนนี้อย่างช้าที่สุดก็ไม่ควรเกิน 1-2 เดือนข้างหน้าที่เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ฤดูการค้าและการท่องเที่ยว

ระหว่างนี้ภาครัฐควรมีมาตรการทดแทน ให้สิทธิพิเศษพ่อค้าแม่ค้า ตลาดชายแดนในประเทศมีจุดแลกเปลี่ยนสินค้า ส่งเสริมตลาดออนไลน์ข้ามประเทศ เยียวยาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

ด่านชายแดนมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานราก ความอยู่รอดของชุมชน และการค้าระหว่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลจึงควรพิจารณาให้สถานการณ์ปิด-เปิดด่าน วางมาตรการให้สอดคล้องไปกับด้านความมั่นคงที่เริ่มผ่อนคลายความตึงเครียด

เพื่อให้การเปิดด่านเป็นจุดเริ่มการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ใช่จุดเริ่มของปัญหาใหม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน