สถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นมาอีกครั้ง จากกรณีทหารไทยเหยียบกับดักทุ่นระเบิดขณะออกลาดตระเวนพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี
ต่อมามีการรวบรวมหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า เป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่ติดตั้งโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) ว่าด้วยการห้ามใช้ ผลิต เก็บรักษา และถ่ายโอนกับระเบิดสังหารบุคคล
ที่ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญา นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา ยังอาจขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ ที่ห้ามใช้กำลังอาวุธทางทหารในการละเมิดต่ออธิปไตยของไทยอีกด้วย
ในกรณีนี้ทางการไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศของไทย ชี้แนะช่องทางการตอบโต้กัมพูชาโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าปะทะ ไว้หลายช่องทางด้วยกัน
ทางหนึ่งคือ สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนกัมพูชาโดยตรงต่อที่ประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งจัดประชุมทุกปี เพราะหากมีหลักฐานว่ากัมพูชาติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดหลัการอนุสัญญา ที่ห้ามมิให้รัฐภาคีใช้ ผลิต หรือวางทุ่นระเบิด
นอกจากนี้ไทยยังสามารถนำเรื่องเข้าสู่การหารือในประชาคมโลก เช่น เวทีการประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น โดยเสนอให้มีการหารือหรือออกมติประณามการใช้ทุ่นระเบิด
รวมถึงร้องเรียนต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ โดยชี้ถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อทหารและพลเรือนของไทย
การประท้วงผ่านสถานทูตไทยในกัมพูชา เป็นอีกวิธีหนึ่ง รวมถึงสิ่งที่ฝ่ายไทยยึดถือมาตลอดคือการใช้ช่องทางทวิภาคี ในการยุติความขัดแย้ง ไม่ว่าการหารือผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) การหารือในกรอบอาเซียน หรือการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน
การขอความร่วมมือช่วยเหลือจากองค์กรนอกภาครัฐหรือเอ็นจีโอระดับสากล ที่ทำงานรณรงค์ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อเพิ่มแรงกดดันของนานาชาติต่อกัมพูชา
เชื่อว่าด้วยการใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศและช่องทางทางการทูต ผ่านเวทีประชาคมโลก จะสามารถตอบโต้การกระทำของกัมพูชาได้อย่างมีน้ำหนัก
ที่สำคัญจะไม่เกิดความสูญเสียเพิ่มเติมจากการตอบโต้โดยใช้กำลังปะทะ ไม่ว่ากับเจ้าหน้าที่ทหาร หรือประชาชนตลอดแนวชายแดนทั้งสองประเทศ