ภายใต้สมรภูมิแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สองฝ่ายปะทะตอบโต้กันด้วยกำลังอาวุธทางทหาร ขณะเดียวกันได้มีการเปิดแนวรบ “สงครามข่าวสาร” ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งมีความดุเดือดไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะกรณีฝ่ายกัมพูชาได้เผยแพร่ข่าวสารบิดเบือน กล่าวหาฝ่ายไทยรายวัน ผ่านช่องทาง โซเชี่ยลมีเดียท้องถิ่น เช่น เพจเฟซบุ๊กภาษาเขมรเพจที่เชื่อมโยงกับรัฐบาล ยูทูบช่องทหาร หรือกลุ่ม ผู้เคลื่อนไหวชาตินิยม

เนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวหาไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตย ใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายชุมชนพลเรือน สนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา เป็นต้น

มีการใช้ภาพเก่า คลิปเก่า หรือภาพจากเหตุการณ์อื่นมาประกอบข้อความปลุกกระแสชาตินิยม อ้างความเจ็บแค้นจากประวัติศาสตร์ดินแดนอาณาเขต ที่ถูกฝ่ายไทยรุกรานยึดครอง

ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ข่าวสาร มองถึงวัตถุประสงค์ฝ่ายกัมพูชาในการบิดเบือนข่าวสาร เพื่อใช้เป็นเครื่องปลุกกระแสชาตินิยม สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง โน้มน้าวประชาคมโลก

สร้างภาพให้ไทยเป็นผู้ร้ายรุกราน เพื่อเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียน หรือยูเอ็น เข้าแทรกแซง ทำลายความน่าเชื่อถือของไทย ด้วยการที่สื่อต่างประเทศอาจนำข่าวปลอมที่ผลิตขึ้นไปเผยแพร่ต่อ

ฉะนั้น นอกจากศูนย์ปฏิบัติการรบทางทหารไทยควรจัดตั้งหน่วย “สงครามข่าวสาร” ระดับชาติ ปฏิบัติภารกิจตรวจจับ และตอบโต้ข่าวสารบิดเบือนเป็นการเฉพาะ

สื่อสารเชิงรุกโดยใช้ภาพ คลิป จีพีเอส ฯลฯ เป็นหลักฐานประกอบการแถลงของกองทัพ หรือโฆษกรัฐบาล พร้อมส่งข้อมูลให้แพลตฟอร์มต่างๆ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เพื่อลบหรือปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาที่บิดเบือน

ในเชิงการทูต ไทยอาจจะต้องจัดพบปะสื่อภูมิภาคอาเซียน สื่อระดับโลก ขอความร่วมมือในการตรวจสอบ ไม่นำข่าวบิดเบือนไปเผยแพร่ต่อ พร้อมชี้แจงอธิบายเนื้อหาที่เป็นความจริง

เพราะสงครามข่าวสารในบริบทความขัดแย้งไทย-กัมพูชาไม่ใช่เพียงการสื่อสาร แต่เป็น “อาวุธร้ายแรง” ชนิดหนึ่งทางการเมืองและความมั่นคง ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องไม่เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามสร้างข่าวเท็จชักจูงสังคมโลกให้เข้าใจผิด

ไทยควรปรับกลยุทธ์สงครามข่าวสาร จากการ “ตั้งรับ” เป็น “รุก” สื่อสารตอบโต้ฉับไว เต็มรูปแบบ ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสื่อสารทันสมัย ไม่ใช่เพื่อโต้กลับด้วยข้อมูลบิดเบือน

แต่เพื่อรักษาความจริง และภาพลักษณ์ของประเทศชาติในระยะยาว หลังจากสงครามสู้รบด้วยกำลังทหารและอาวุธสิ้นสุดลง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน