กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพบก นำคณะทูตานุทูตจาก 11 ประเทศ ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนต่างประเทศอีก 23 สำนักข่าว ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ
เพื่อสังเกตการณ์ความเสียหายที่ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนโดยกองกำลังของกัมพูชา ถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ รวมทั้งหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการยิงถล่มโรงพยาบาลส่งเสริมเสริมสุขภาพตำบล และโรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ากรณีที่เกิดขึ้นทำไมทางการไทยถึงชักช้าในการฟ้องประชาคมโลก ขณะที่กัมพูชาช่วงชิงการนำไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือต้องประเมินเรื่องความปลอดภัย รวมถึงจัดเตรียมข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างรอบด้านและตรงไปตรงมา
พื้นที่แรกที่คณะทูตานุทูตได้ประจักษ์แก่สายตา คือความพังพินาศของร้านสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมัน ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568
พร้อมรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกจรวด BM-21 ยิงโดยกองกำลังกัมพูชามาตกลงใส่เมื่อเวลาประมาณ 10.50 น. ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บอีก 15 ราย
ไม่เพียงแต่ซากปรักหักพังและคราบเลือดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเท่านั้น แต่คณะผู้สังเกตการณ์ยังได้พบกับญาติผู้สูญเสีย การบอกเล่าเหตุการณ์จากลูกสาวเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน รวมภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุด้วย
สุดท้าย คณะที่ลงพื้นที่ได้ไปเยี่ยมเยียนศูนย์พักพิงที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งชาวบ้านจำนวนมากต้องพลัดที่นาคาที่อยู่หนีภัยการสู้รบ สวดมนต์ภาวนาหวังว่าเหตุการณ์ปะทะจะสงบลงและได้กลับบ้านเสียที
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือพยานและหลักฐานที่ประจักษ์แจ้ง ไม่มีเสกสรรปั้นแต่ง แต่เป็นเหตุการณ์จริง ซึ่งทูตและผู้ช่วยทูตบางประเทศเห็นด้วยตัวเองแล้วถึงกับน้ำตาซึมด้วยความสังเวชสลดหดหู่ใจ
ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารเฟกนิวส์ที่ระดมปล่อยออกมาจากฝั่งกัมพูชา เพื่อเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติ รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศที่ตัวแทนทางกัมพูชาบีบน้ำตาใส่ความ ความจริงแท้จากประเทศไทยที่คณะผู้สังเกตการณ์สัมผัสโดยตรงย่อมอธิบายได้อย่างดี
น่ายินดีที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ยุติแค่เพียงนี้ แต่จะเร่งชี้แจงเชิงรุกต่อไป โดยนำข้อมูลข้อเท็จจริงดังกล่าวบรรยายสรุปชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 4 สิงหาคมนี้
เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ผู้เริ่มต้นทำให้เกิดความรุนแรง แต่เป็นฝ่ายถูกกระทำโดยกองกำลังฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนหลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย มีชาวบ้านเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงมีความชอบธรรมที่จะตอบโต้ป้องกัน