กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาสืบสวนคดีการครอบครอง และออกเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย
โดยดีเอสไอจะตรวจสอบข้อเท็จจริงพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ โดยเฉพาะกรณีนิติบุคคล และบุคคลรวม 10 ราย ที่ถือครองโฉนดที่ดินจำนวน 670 ไร่
นอกจากนี้ ในพื้นที่พิพาทยังมีหน่วยงานราชการจำนวน 12 แห่ง ตั้งอยู่ด้วยในพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่เศษ อาทิ ที่ทำการอบต. อบจ. เทศบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ และทางหลวง เป็นต้น
ดีเอสไอยืนยันทั้งหมดนี้ จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดต่อไป
การที่ดีเอสไอเข้ามาสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดงนั้น สืบเนื่องจากมีผู้เข้ายื่นเรื่องขอให้ตรวจสอบ พร้อมร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลที่อาจเกี่ยวข้อง อาทิ บุคคลสำคัญของพรรคการเมือง และข้าราชการระดับสูง
ต่อมาอธิบดีดีเอสไอมอบหมายให้ ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครอง และการออกเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง อันอาจเป็นที่ดินของรัฐ และเกี่ยวข้องกับกลุ่มคณะบุคคลหลายฝ่าย
พร้อมทั้งให้สอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐาน รวมถึงการประสานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมที่ดิน การรถไฟฯ สำนักงานที่ดินจังหวัด และจังหวัดบุรีรัมย์
เนื่องจากพื้นที่ปัญหา 5,083 ไร่นั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเป็นของการรถไฟฯ
นอกจากการเข้ามาสืบสวนของดีเอสไอแล้ว ก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน เพราะเหตุใดถึงไม่เพิกถอนที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกา และแต่งตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ เพื่อเข้ามาจัดการปัญหาที่ดินเขากระโดง
โดยเฉพาะการเพิกถอนที่ดินให้กลับไปสู่การครอบครองของการรถไฟฯ ตามเดิม ตลอดจนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง ผู้บุกรุก การจ่ายค่าปรับ และค่าเช่า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่าในพื้นที่พิพาท 5,083 ไร่ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 7,600 ราย รวม 7 หมู่บ้าน 4,700 ครัวเรือน
ดังนั้น การเพิกถอนจะต้องคำนึงประชาชนส่วนนี้ด้วย เพราะอาจรู้ไม่เท่าทัน อาจต้องได้รับการเยียวยาชดเชย ส่วนผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังตัวจริงต้องจัดการไม่ละเว้น