แม้สถานการณ์ด้านชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาจะเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีการปะทะกันด้วยอาวุธสงครามแล้ว แต่ประชาชนยังมีความวิตกกังวล ไม่ไว้วางใจ
ส่วนใหญ่เมื่อกลับจากศูนย์พักพิงไปยังหมู่บ้าน ต้องสะเทือนใจซ้ำ เพราะสภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยถูกกระสุนปืนใหญ่และจรวด อาวุธหนักทำลายเสียหาย อยู่อาศัยไม่ได้
ยังไม่นับสภาพจิตใจที่ยังคงหวาดผวากับเสียงดังกึกก้อง อากาศยาน โดรนบิน จนเกิดความเครียด ชีวิตประจำวันที่เคยสุขสงบ เปลี่ยนเป็นต้องระแวดระวังภัย
ขณะที่ครอบครัวผู้สูญเสีย แม้จะได้รับการเยียวยา ก็ยังทำใจได้ยากกับความตายและบาดเจ็บของญาติพี่น้อง ที่ต้องมาประสบพบเจอกับภัยการถูกโจมตีที่ไม่รู้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องเยียวยาช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ยากของประชาชนที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างทั่วถึงและถ้วนหน้า
รัฐบาลประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากเหตุการณ์ดังกล่าวในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน
ประกอบด้วย อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพื่อให้เบิกจ่ายงบประมาณ ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และครบถ้วน
จากข้อมูลสำรวจความเสียหายของกระทรวงมหาดไทย มีครัวเรือนได้รับผล กระทบ 315,476 ครัวเรือน ประชาชนได้รับผลกระทบ 779,379 คน ซึ่งจะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจังจนถึงที่สุด
นอกจากนี้ ยังเร่งช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายแล้วเสร็จจำนวน 533 หลัง เป็นจำนวน 18,668,372 บาท และยังดำเนินการในส่วนที่เหลือต่อไปในรายที่เสียหายไม่มาก
แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในส่วนค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน จำนวน 278,506 ราย และช่วยเหลือค่าน้ำประปาให้แก่ประชาชนจำนวน 21,361 ราย รวมถึง 138 ศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปิดไปแล้ว
น่ายินดีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ระดมความช่วยเหลือต่างๆ อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ความช่วยเหลือในส่วนรายบุคคลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบถ้วนหน้า
แต่ความช่วยเหลือชุมชนหมู่บ้านก็ละเลยมิได้เช่นกัน การจัดหาแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาอาชีพก็มีความจำเป็น เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตชาวบ้านดีขึ้น