มติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ด้วยเช่นกัน
อันเป็นแนวทางเดียวกับกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีทั้งคณะก็มีอันต้องสิ้นสุดลงไปตามบทบัญญัติด้วย
ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรจักต้องประชุมเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อให้มีรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินต่อไปโดย ไม่ขาดช่วง
สํารับบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จักต้องเป็นบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อเท่านั้น ซึ่งกำหนดไว้พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ
พรรคการเมืองที่มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ต้องมีจำนวนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 หรืออย่างน้อย 25 คน
มีผู้อยู่ในข่าย ได้แก่ นายชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์
แต่การเสนอชื่อดังกล่าว มีข้อกำหนดว่าจะต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกอย่างน้อย 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด คือไม่น้อยกว่า 50 คน
ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ปกติทั้งสิ้น 492 คน พรรคประชาชนเป็นลำดับที่ 1 จำนวน 143 คน พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 2 จำนวน 140 คน และพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 3 จำนวน 69 คน
โดยฝ่ายพรรครัฐบาลมีทั้งสิ้น 11 พรรค มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ รวมเสียงทั้งสิ้น 253 คน พรรคฝ่ายค้านมี 5 พรรค มีพรรคประชาชนเป็นแกนนำ จำนวน 239 เสียง
หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พรรคภูมิใจไทยพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนหัวหน้าพรรคของตน เพื่อเสนอชื่อให้สภาเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นสิทธิ์
แต่ต้องรวบรวมให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ขณะนี้ก่อน ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็ยืนยันจับมือกันทำงานต่อไป ดังนั้นการเมืองจึงกลับมาสู่อำนาจของสภาอีกครั้ง ซึ่งต้องดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์