สถานการณ์ทางการเมืองไทยนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย.2568 สะท้อนถึงวิกฤตของระบบรัฐสภา และความบิดเบี้ยวของประชาธิปไตยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
เมื่อพรรคการเมืองหลักในสภาแบ่งออกเป็น “สามขั้ว” โดยไม่มีพรรคใดสามารถสร้างเสียงข้างมากที่มั่นคงได้ รัฐบาลที่ “กำลังจะมี” จึงเป็นเพียงรัฐบาลเสียงข้างน้อย ภายใต้โครงสร้างอันคลุมเครือและไร้เอกภาพ
กรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการตัดสินใจยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ ถูกตีกลับจากสำนักองคมนตรี
แต่การตัดสินใจของนายภูมิธรรม สะท้อนถึงภาวะทางการเมืองที่ไม่สามารถหาทางออกได้จากภายในระบบ จำเป็นต้องคืนอำนาจสู่ประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่
ภาพการเมือง “สามขั้ว” ในสภา กล่าวคือ พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรคประชาชนสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ร่วมรัฐบาล และสส.ยังทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
สิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนความไร้เสถียรภาพขั้นสุด ที่นำไปสู่ความสับสนทั้งภายในสภาและในสายตาประชาชน
ความไม่ชัดเจนในบทบาทพรรคการเมือง ประกอบข่าวลือ “ดีลใต้โต๊ะ” และการซื้อขาย สส. ส่งผลร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบรัฐสภาไทย
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งต้องพึ่งพาความมั่นคงทางการเมือง ก็อยู่ในภาวะเปราะบาง นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเฝ้าระวังจับตา การเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินนโยบายสำคัญของรัฐถูกชะลอหรือหยุดชะงัก
ในมิติสังคม ความไม่แน่นอนและไม่โปร่งใสของพรรคการเมือง ได้บั่นทอนศรัทธาต่อระบบรัฐสภา อาจนำไปสู่ความแตกแยกของคนในสังคมระยะยาว
ยิ่งไปกว่านั้น ความอ่อนแอของรัฐบาลรักษาการช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลใหม่ อาจเปิดช่องให้เกิดความเคลื่อนไหวที่กระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ
การยุบสภา เป็นการแก้ไขปัญหาตามครรลองประชาธิปไตย ด้วยการเมืองไทยปัจจุบันไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ในสภา การคืนอำนาจให้ประชาชนจึงคือความจำเป็น เพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพชัดเจนและได้รับฉันทามติที่แท้จริงจากประชาชน
ภายใต้การเมืองสามขั้ว ไม่ว่านายกรัฐมนตรีใหม่จะเป็นใคร จุดมุ่งหมายสำคัญคือการยุบสภา ไม่ว่าจะ “ทันที” หรือ “อีก 4 เดือน” เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะฟื้นฟูศรัทธาในประชาธิปไตย นำพาประเทศให้พ้นจากวงจรความไร้เสถียรภาพที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้