มาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ที่รัฐนำมาใช้ โดยเฉพาะการอายัดบัญชีธนาคารต้องสงสัยชั่วคราว ถือเป็นความพยายามในการสกัดเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพออนไลน์ ที่ปรับกลยุทธ์หลอกลวงประชาชนอย่างซับซ้อนและต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่ตามมาคือ ผลกระทบต่อประชาชนผู้สุจริตที่เริ่มส่งเสียงสะท้อนความเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อบัญชีของประชาชน พ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการบำนาญ ครูเกษียณ หรือแม้แต่เยาวชนถูกอายัด โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ การดำเนินชีวิตและการทำมาหาเลี้ยงชีพที่ต้องพึ่งพาเงินโอน เกิดความยากลำบาก

ถึงกระนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่มาตรการ แต่อยู่ที่ขั้นตอนการตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีที่ยังล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ

การที่ตำรวจไซเบอร์และธนาคารร่วมกันใช้ระบบอัตโนมัติติดตามเส้นทางการเงินถือเป็นพัฒนาการสำคัญในการทำงานเชิงรุก อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของระบบต้องควบคู่กับกลไกการเยียวยาที่ตอบสนองต่อความผิดพลาดอย่างรวดเร็ว

เพราะการอายัดบัญชีผิดคน คือการจำกัดสิทธิของประชาชนในการใช้เงินของตนเอง

ตำรวจไซเบอร์และธนาคารเริ่มรับฟังเสียงสะท้อน ด้วยการเปิดสายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการอายัดบัญชี นับเป็นก้าวแรกที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ

มีผู้เสนอว่า สิ่งที่ควรดำเนินการคือการกำหนดเวลาตรวจสอบบัญชีที่ถูกอายัดให้ชัดเจนภายใน 24-48 ชั่วโมง หากไม่พบความผิดปกติควรปลดล็อกบัญชีโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลาม

รวมถึงการจัดทำระบบตรวจสอบตัวตน และยื่นคำร้องผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบยื่นหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์ได้ง่าย

ส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ใหม่ๆ ผ่านการรณรงค์ขนาดใหญ่ ออกแบบระบบแจ้งเตือนก่อนการโอนที่สุ่มเสี่ยง พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้การตรวจจับบัญชีต้องสงสัยมีความแม่นยำสูง ไม่หว่านแห ลดโอกาสอายัดผิดคน

แม้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ รัฐต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือหากไม่มีช่องทางเยียวยาที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว รัฐก็จะกลายเป็นผู้สร้างความไม่เป็นธรรมเสียเอง ส่งผลต่อความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อมาตรการต่างๆ ของรัฐในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน