การสร้าง “รั้ว” กั้นชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นประเด็นได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับข้อพิพาท หรือความไม่มั่นคงในบางพื้นที่
พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า การสร้างรั้ว ถือเป็นมาตรการทำให้การเคลื่อนที่ผ่านแดนโดยผิดกฎหมายยากขึ้น คิดว่าจำเป็น และนโยบายความมั่นคงของรัฐ ก็คงจะเห็นความจำเป็นของกองทัพตรงนี้เช่นกัน
แน่นอนว่าเหตุผลการสร้างรั้ว มีน้ำหนักในแง่ป้องกันการลักลอบข้ามแดน การค้ายาเสพติด หรือการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนที่ไร้มาตรการควบคุม
การมีแนวเขตทางกายภาพที่ชัดเจน ยังอาจช่วยลดความสับสนในกรณีพื้นที่ทับซ้อน ลดโอกาสการเผชิญหน้า หรือปะทะกันโดยไม่ตั้งใจระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม “รั้ว” ยังถูกมองในมุมภัยคุกคามต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน
นักวิชาการด้านความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เตือนว่า สิ่งที่ต้องระวังคือ การสร้างรั้วในพื้นที่ที่ยังไม่มีการตกลงแนวเขตเป็นทางการ อาจกลายเป็นการเพิ่มชนวนขัดแย้งรอบใหม่ ส่งผลกระทบต่อสัมพันธ์ทางการทูตสองประเทศ
โดยเฉพาะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมองว่ารั้วนั้นล้ำเข้ามาในอธิปไตยของตน อีกทั้งการกระทำลักษณะนี้อาจถูกตีความ เป็นการยึดพื้นที่โดยพฤตินัย ซึ่งไม่เพียงขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังทำลายความไว้วางใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีความสัมพันธ์กันทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมมายาวนาน
ไม่นับรวมคำถามที่ว่า “รั้ว” แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่ “สิ่งกีดขวางใหม่” ทางการเมืองที่แบ่งแยกสองประเทศให้ออกห่างกันมากขึ้น
หากจุดมุ่งหมายคือ การยุติข้อพิพาท เสริมสร้างความมั่นคงระยะยาวจริง การเจรจา การจัดทำแนวเขตร่วมชั่วคราวหรือพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน อาจเป็นเครื่องมือที่เป็นมิตร และให้ผลลัพธ์ยั่งยืนและสร้างสรรค์กว่า
บทเรียนจากหลายประเทศทั่วโลกชี้ว่า “รั้ว” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความมั่นคง แต่ความร่วมมือและการเจรจาอย่างจริงใจโปร่งใสต่างหาก คือรากฐานสันติภาพอย่างแท้จริง
ก่อนลงมือสร้าง ผู้มีอำนาจต้องตระหนักว่า ไทยและกัมพูชาเชื่อมโยงกันทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตประชาชน หากสร้างรั้วเพื่อแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากกัน อาจเป็นการเดินเข้าสู่ความขัดแย้งใหม่ มากกว่าทางออกสู่สันติภาพที่ยั่งยืน