ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งของ “ทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือจุดเริ่มต้นบททดสอบสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนข้างหน้าจะเป็นกรอบเวลาพิสูจน์ฝีมือ
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง อ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ วิเคราะห์ไว้กับ “ข่าวสด” ว่า แม้รัฐมนตรีแต่ละคนจะเป็นที่ยอมรับในแง่ประวัติและความรู้ความสามารถ
แต่สิ่งที่สังคมจับตามอง ไม่ใช่เพียงแค่ “ตัวบุคคล” หากคือ “ผลงานจริง” ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในภาวะเปราะบาง ทั้งสงครามการค้า การส่งออกซบเซา ราคาสินค้าพุ่ง และหนี้ครัวเรือนแตะระดับน่าวิตก
ฉะนั้น ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลคือ การแก้เกมเศรษฐกิจขาลง
โจทย์แรก คือ พยุงเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งลงไปกว่านี้ โดยเฉพาะภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ ทั้งอุตสาหกรรมและแรงงาน รัฐบาลต้องหาวิธีทวนกระแส หรืออย่างน้อยทำให้สถานการณ์ทรงตัวได้
ด้านการท่องเที่ยวยังไม่หนักหนา แต่ก็ต้องเร่งส่งเสริมต่อเนื่อง ส่วนโครงการระยะสั้นอย่าง “คนละครึ่ง” ถือเป็นมาตรการบรรเทา ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง แม้จะยังไม่หวังผลเลิศในเวลาอันสั้น
แต่รัฐบาลต้องมีโครงการที่อธิบายได้ว่า กำลังเดินหน้าไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และพัฒนาฝีมือแรงงาน
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่รัฐบาลชุดก่อนยังทำไม่ถึงเป้า รัฐบาลชุดนี้จึงต้องเริ่ม “ตอกเสาเข็ม” ให้เห็นเป็นรูปธรรม
ไทยยังอยู่ในจุดเปราะบางทางการคลัง หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน ขาดดุลงบประมาณเพิ่ม งบปี 2569 การใช้จ่ายทุกเม็ดต้องมีประสิทธิภาพ การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไม่ทำลายวินัยการคลัง การจัดลำดับความสำคัญคือ กุญแจสำคัญ
ประชาชนต้องเผชิญค่าครองชีพสูง หนี้สินล้นตัว รัฐบาลต้องแสดงถึงมาตรการที่ “บรรเทาได้จริง” ไม่ใช่แค่แจกเงินหรือช่วยเหลือแบบเดิมๆ แต่ต้องมีโครงการต่อยอดให้ประชาชนลุกขึ้นได้อย่างยั่งยืน
รัฐมนตรีเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากโปรไฟล์ หรือชื่อเสียง แต่คือผลลัพธ์ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การประคับประคองเศรษฐกิจ การวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน การบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน
จากนี้ไป คือ ช่วงเวลา 4 เดือนแห่งการทดสอบศักยภาพทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสิน มีปากท้องเป็นตัวชี้วัด