รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 29-30 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญก่อนจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ
เนื่องจากรัฐสภามีอำนาจในการควบคุมบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นจึงควรให้มีโอกาสเข้าตรวจสอบหรือควบคุมได้ตั้งแต่ในเบื้องต้น
เพราะนโยบายของรัฐบาลอาจมีประเด็นที่เป็นพันธกิจเกี่ยวกับประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในภายหลัง ถ้าไม่ดำเนินการตามที่แถลงไว้
ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้ร่วมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งเสนอแนะ ท้วงติง หรือตั้งข้อสังเกตต่างๆ ได้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเปิดใจรับฟัง
เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เกิดมีขึ้นได้เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านบางพรรคสนับสนุน และทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ โดยจะต้องอยู่ในตำแหน่งระยะสั้นๆ เพียง 4 เดือนแล้วยุบสภา
ดังนั้น นโยบายต่างๆ จึงไม่ใช่เป็นไปเพื่อการบริหารระยะยาวที่ต้องวางแผนทางยุทธศาสตร์ประเทศให้ซับซ้อน เป็นที่คาดหวังของประชาชน แต่เป็นการทำภารกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น
จึงเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นไปเพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับประชาชนคนไทยรวม 5 ด้านหลัก
ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านการบริการภาครัฐปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งคงจะได้รับฟังความคิดเห็นในประเด็นเหล่านี้จากการอภิปรายของรัฐสภาในวันดังกล่าว
สำหรับการแก้ไขปัญหาปากท้อง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย จะจัดทำโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อลดรายจ่ายประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ด้านความมั่นคง จะเร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาโดยใช้แนวทางสันติภาพ ดำเนินการยุติความขัดแย้งผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสม
รวมทั้งทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชาในทุกฉบับที่ใช้อยู่
นอกจากนี้จักต้องติดตามว่ารัฐบาลนี้ ซึ่งพรรคแกนนำมีข้อครหาฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา และปกป้องผลประโยชน์ให้บางกลุ่มกรณีที่ดินพื้นที่เขากระโดง โดยจะต้องเพ่งดูอย่างใกล้ชิดว่าเข้าไปแทรกแซงและล้มคดีหรือไม่