รณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ คือภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งในเรื่องการบุกรุกที่ดิน ของรัฐ ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม และการแทรกแซงของอิทธิพลทางการเมือง

ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้เริ่มเดินหน้าเป็นรูปธรรมในการทวงคืนที่ดินดังกล่าวด้วยการยื่นฟ้องขอเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงแรก ได้แก่ โฉนดเลขที่ 3466 และ 8564

ตามมติชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีมาตั้งแต่ปี 2559 แม้จะล่าช้ามา 9 ปีนับตั้งแต่ ป.ป.ช.มีมติ

แต่การฟ้องร้องนี้ถือเป็น “คดีตัวอย่างสำคัญ” ที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ละเลยต่อหน้าที่ในการปกป้องรักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน และใช้กฎหมายทวงคืนสิทธิ์จากผู้ที่ฮุบเอาไปโดยมิชอบ

ฉนดทั้ง 2 แปลงนี้ ฝ่ายค้านได้นำมาอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินการทวงคืนความถูกต้อง เพื่อเป็นแนวทางขยายผลไปสู่ที่ดินแปลงอื่นๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันในอนาคต

ตามข่าวหลังจากนี้ รฟท.ยังมีแผนจะทยอยฟ้องร้องเพิ่มเติมในที่ดินรวม 995 แปลง เนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการทวงคืน

แน่นอนว่ากระบวนการนี้จะไม่ง่าย เพราะนอกจากจะซับซ้อนในทางกฎหมายแล้ว ยังมีข้อมูลว่าที่ดินบางส่วนเกี่ยวข้องกับ “กลุ่มคนทางการเมือง” ในพื้นที่

ซึ่งทำให้คดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะมีความจริงจังและเป็นกลางมากเพียงใด

ม้สองคดีตัวอย่างอาจต้องใช้เวลานาน แต่หากสามารถเดินไปถึงจุดที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดได้สำเร็จ ก็จะเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญ

ไม่เฉพาะที่ดินเขากระโดง แต่ยังหมายถึงการจัดการกับที่ดินของรัฐทั่วประเทศ ที่ถูกบุกรุกและออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ

หากรัฐบาลรักษาหลักนิติธรรมไว้ได้ตามที่แถลงต่อรัฐสภา ก็จะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน แต่หากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นที่ไม่มีบทสรุป ก็จะเป็นข้อด่างพร้อยของรัฐบาล

ฉะนั้น รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน จะต้องดำเนินเรื่องนี้ด้วยความตรงไปตรงมา ไม่ใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยเด็ดขาด ไม่ว่าผลของการดำเนินคดีจะกระทบกับกลุ่มใด หรือบุคคลใดก็ตาม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน