ในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 14-15 ต.ค.นี้ เป็นการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วาระแรก โดยมี 3 ร่างหลัก จากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย เสนอโมเดลการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.
แม้เป้าหมายร่วมคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร.ที่มาจากประชาชน แต่รายละเอียดร่างแต่ละฉบับกลับสะท้อนทัศนะทางการเมืองที่ต่างกัน
พรรคเพื่อไทย เสนอโมเดลให้มีการเลือกตั้ง สสร.รอบแรกทั่วประเทศ ก่อนที่รัฐสภาจะคัดเลือกเหลือ 100 คน เสริมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอีก 51 คน และตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างซึ่งมีทั้งตัวแทน สสร. และผู้เชี่ยวชาญจากนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์
จุดแข็งโมเดลนี้อยู่บนหลักการที่ว่า “ประชาชนต้องมีส่วนร่วมสูงสุด”
ร่างพรรคภูมิใจไทย ยึดความปลอดภัยจากศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก โดยให้ สสร.ทั้ง 99 คนมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา แบ่งเป็น 77 คนจากแต่ละจังหวัด และอีก 22 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์
แม้ชูจุดขายว่าเป็นโมเดลเดียวกับที่ใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่การที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่ม อาจทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ถูกวิจารณ์เรื่องความชอบธรรม
ส่วนร่างพรรคประชาชน ซับซ้อนแต่พยายามรักษาสมดุล ผ่านคณะกรรมาธิการยกร่าง 35 คน และ “สภาที่ปรึกษา” อีก 100 คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงในระดับจังหวัด จุดเด่นคือ การแยกบทบาท 2 ส่วนชัดเจน
แต่ข้อวิจารณ์อยู่ตรงที่มา กมธ. 35 คน ซึ่งสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะ สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อาจมีอำนาจเหนือกระบวนการคัดเลือก ทำให้ประชาชนไม่ใช่เจ้าของกระบวนการแท้จริง
ทั้ง 3 ร่างต่างมีข้อดีและข้อด้อย แต่สิ่งสำคัญคือการชี้ให้เห็นว่ารูปแบบของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญได้สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ของแต่ละพรรค
การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จะเป็นเครื่องชี้วัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะได้รับความไว้วางใจ และสามารถยืนหยัดอยู่ในระบบการเมืองได้ยาวนานขนาดไหน
การประชุมร่วมรัฐสภาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็น “ก้าวแรก” ของการเดินไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ควรสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
ในห้วงเวลาสำคัญนี้ประชาชนเจ้าของอธิปไตย จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาวันที่ 14-15 ต.ค.นี้ จะเป็น “สารตั้งต้น” ประชาธิปไตยไทยในอนาคตนานหลายทศวรรษ