ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยในเวทีเสวนา “พลิกเกมสู้เศรษฐกิจโลกป่วน” ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวราว 0.3% ตามการประเมินของภาครัฐ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Quick Big Win ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตได้ราว 0.3% ทำให้โดยรวมไตรมาสสุดท้ายของปีอาจเติบโตได้ถึง 0.6%
ตัวเลขนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน ประชาชน และนักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับมาตรการหรือแนวทางนโยบายที่รัฐบาลประกาศ
แต่เนื่องจากรัฐบาลประกาศว่าจะอยู่เพียง 4 เดือนแล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่กว่าจะได้รัฐบาลต่อไปมาบริหารประเทศอาจทอดระยะเวลายาวถึงกลางปีหน้า
ประธานสมาคมธนาคารไทยมองด้วยว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้า ทั้งไอเอ็มเอฟและสถาบันการประเมินด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.7% ต่อปีเท่านั้น
ขณะที่ประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนจะเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยสูงถึง 4.5% ต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของประเทศไทยลดลงจากเดิมที่เคยยกตนว่าเป็นพี่ใหญ่ของอาเซียน
ส่วนภาคเอกชนไทยก็เผชิญปัญหาหลายด้าน อีกทั้งประสิทธิภาพการบริหารจัดการของภาครัฐก็ไม่เป็นไปตามเป้า จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเติบโตของประเทศชะลอตัว
จากภาพรวมดังกล่าว นอกจากปัญหาความแปรปรวนของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแล้ว ที่สำคัญมาก ได้แก่ ปัญหาทางการเมืองที่ทำให้ขาดความต่อเนื่องด้วยกลไกรัฐธรรมนูญ
เชื่อได้ว่าระยะเวลาดังต่อไปนี้ ประเทศไทยจักไม่ได้วางแผนทำเมกะโปรเจ็กต์โครงการระยะยาวใดๆ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย อยู่ในตำแหน่งระยะสั้นเพื่อยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะเสร็จไม่ทัน
ดังนั้นแผนการด้านเศรษฐกิจทั้งหมด จึงระดมสร้างโครงการต่างๆ เพียงเพื่อการเฉพาะหน้า มุ่งหวังให้เกิดการใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นๆ ดังจะเห็นว่ารัฐบาลนี้วางแผนเตรียมดำเนินการในหลายโครงการ
คาดว่าโครงการประชานิยมแบบไฟไหม้ฟาง ใช้เงินงบประมาณสูง จะทยอยออกมาเรื่อยๆ ต่อจากโครงการคนละครึ่งที่จะออกมาหลายเฟสต่อกัน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายในช่วงใกล้ยุบสภา
ที่สังคมทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจับตาให้จงหนัก คือ โครงการต่างๆ ที่จะออกมาเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง หวังผลในการเลือกตั้งเป็นหลัก ดังนั้น จักต้องท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์เพื่อไม่ให้เกินเลยจนกลายเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า