ในสังคมที่มีวุฒิภาวะ ไม่ปลุกปั่นกระแสความรักประเทศชาติจนเลยเถิดจากความเหมาะสม และความพอดี หรือบานปลายกลายเป็นการละเมิดต่อผู้อื่นนั้น

ย่อมเห็นสมควรแล้วที่กลุ่มพลังมวลชนไทยจำนวนหนึ่ง ยอมถอยและยกเลิกกิจกรรมรถแห่ขยายเสียง เปิดเสียงผี เสียงเครื่องบินรบ การฉายหนังเกี่ยวข้องสงคราม และการสู้รบอพยพ ที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว

เนื่องจากตลอด 3-4 วัน ที่กลุ่มพลังมวลชนไทยเปิดเสียงดังกล่าว ปรากฏว่าสร้างความรบกวนการพักผ่อนในตอนกลางคืนของประชาชนฝั่งกัมพูชา

แม้ผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำนี้ ให้เหตุผลว่าเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยา ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อกดดันให้ชุมชนกัมพูชาที่รุกล้ำถอยออกไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง

จากเหตุการณ์นี้ทำให้กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนต่างแสดงความกังวล พร้อมกับมีข้อทักท้วง เพราะอาจจะกระทบต่อการคลี่คลายความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

เนื่องจากฝ่ายกัมพูชานำเรื่องเหตุการณ์เปิดเสียงดังรบกวนในตอนกลางคืนของฝั่งไทย ไปยื่นฟ้องร้องเรียนต่อข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

โดยระบุในทำนองว่าใช้เสียงอันน่าสะพรึงกลัว ถือเป็นการข่มขู่ และคุกคามทางจิตใจต่อประชาชนตามแนวชายแดน ทั้งยังกระทบต่อพลเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็ก เป็นต้น

การฟ้องของกัมพูชา ย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน

ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่รุนแรงมาตั้งแต่ห้วงวันที่ 24-28 ก.ค.2568 สร้างความสูญเสียหลายด้าน นอกจากชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังมีมิติด้านเศรษฐกิจ การค้าขาย และทางสังคมอีกด้วย

ซึ่งปัจจุบันการเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งมีแนวโน้มเป็นไปด้วยดี โดยล่าสุดรมว.ต่างประเทศเพิ่งกลับจากการประชุมร่วม 4 ฝ่าย คือมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ไทย และกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา

ดังนั้นจากกรณีที่กลุ่มพลังมวลชนไทย ยอมยกเลิกกิจกรรมบริเวณชายแดน ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาที่ดีกันต่อไป

ขณะเดียวกันทั้งรัฐบาลและกองทัพจะต้องระมัดระวัง ไม่ให้กลุ่มมวลชนไปจัดกิจกรรมตามแนวชายแดนอีก เพราะอาจจะบานปลายต่อความสัมพันธ์ระดับพลเรือนของ 2 ประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน