เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้เป็นทางการ หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย สะท้อนความพยายามปรับปรุงกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองซึ่งกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปช่วงต้นปี 2569 ควบคู่ไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการเปิดทางให้ “การออกเสียงประชามติ” จัดขึ้นพร้อม “วันเลือกตั้ง” ได้เป็นครั้งแรก

ซึ่งเป็นการแก้ไขจุดอ่อนเดิมที่สร้างภาระให้ประชาชนและรัฐ ที่ต้องแยกวันออกเสียง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและส่งผลให้ผู้มาใช้สิทธิน้อยลง

กฎหมายยังเปิดทางให้ใช้วิธีออกเสียงในรูปแบบอื่นได้ ไม่จำกัดเพียงการใช้บัตรกระดาษ แต่สามารถใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เช่น การลงคะแนนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางใหม่ในอนาคต ภายใต้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กำหนด

ส่วนการพิจารณาผลประชามติ กำหนดใหม่ว่า “เสียงข้างมาก” ของผู้มาออกเสียงจะเป็น “ข้อยุติ” เรื่องที่จัดทำประชามติ

โดยมีเงื่อนไขว่า คะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความเห็น เพื่อให้ผลประชามติมีน้ำหนักและสะท้อนเจตนาของผู้มีสิทธิออกเสียงที่แท้จริง

กฎหมายยังเน้นย้ำบทบาท กกต.ในการจัดการข้อมูลและการให้ความรู้แก่ประชาชน โดยต้องเผยแพร่ข้อมูลรอบด้าน ไม่ชี้นำ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นได้อย่างอิสระและเท่าเทียม

ทั้งหมดนี้คือจุดแข็งของพ.ร.บ.ประชามติ 2568 ที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประเทศ คือการวางรากฐานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยประชาชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ยังขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของ กกต.ว่าจะออกแบบระบบ จัดการข้อมูลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยุติธรรมหรือไม่

การเลือกตั้งควบคู่ไปกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต.ว่าจะทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนและตัวบทกฎหมายได้มากน้อยเพียงใด สามารถยกระดับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประชาธิปไตยได้หรือไม่

ทั้งหมดนี้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอธิปไตยจำเป็นต้องร่วมกันจับตาและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน