กรณีวุฒิสภาเสียงข้างมากมีมติ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
จากการให้สัมภาษณ์ใช้ถ้อยคำด้อยค่าเพื่อนสมาชิก
ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงมติดังกล่าวรุนแรงเกินไปหรือไม่ และสะท้อนอะไร
สติธร ธนานิธิโชติ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การมีมติของวุฒิสภา 130 เสียงที่เห็นว่า น.ส.นันทนา กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ส่วนตัวมองว่ามันแรงไปนิด
ปัญหามีอยู่ 2 ส่วน คือ การนิยามเรื่องจริยธรรมร้ายแรง มีการตีความที่กว้างไป เพราะการอภิปราย ในสภา การพูดเสียดสีเป็นเรื่องปกติ
และมีข้อบังคับการประชุมโดยมีประธานกำกับอยู่แล้วจึงไม่ควรถูกหยิบมาเล่นเรื่องจริยธรรม เมื่อถูกตีความแบบง่ายๆ อะไรที่เฉียดๆ หน่อยก็กลายเป็นจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งจะเกินเลยไป
ส่วนกระบวนการ แม้ในกฎหมายระบุว่ากรณีที่เห็นว่าเป็นความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ต้องส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือป.ป.ช. ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 หรือ 119 คะแนนขึ้นไป
ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่เยอะ เกือบค่อนสภา แต่ปรากฏว่ากลไกนี้บิดเบี้ยว เพราะทราบกันดีว่าสว.ปัจจุบันมาเป็นแพ็ก
และคะแนน 130 เสียง แปลว่าสว.ชุดนี้สามารถกำหนดเกมได้ เหมือนเป็นไปตามข้อครหาว่ามีที่มาที่ไปทางเดียวกัน เป็นกลุ่มสว.สีน้ำเงิน แปลว่าอะไรที่ต้องใช้เสียงข้างมากในการกำหนดเกม เขาเป็นคนกำหนดทิศทางของวุฒิสภาทั้งหมดได้
แม้กลไกจะเขียนไว้ค่อนข้างรัดกุมประมาณหนึ่งแล้ว ซึ่งสว.ควรเป็นอิสระ การจะได้เสียงเห็นด้วยในเรื่องจริยธรรม เป็นเรื่องยากและต้องเห็นว่าร้ายแรงจริงๆ แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติมีคน 130 คน ที่เห็นไปในทางเดียวกันหมดทุกเรื่อง เรื่องที่ดูเหมือนยาก กลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย
กรณีนี้ถือเป็นมติสว.ที่ชี้ว่าสมควรส่งเรื่องสว.นันทนา ให้ป.ป.ช. ซึ่งต้องไปลุ้นว่าจะมีการพิจารณาอย่างไรและไปจบที่ศาล แต่การนำเรื่องของสว.นันทนา เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของป.ป.ช. ในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก็จะเป็นภาระได้ ต่อไปนี้ใครที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม จะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังเพราะมีโอกาสถูกหยิบขึ้นมาเป็นกรณี
พูดง่ายๆ หากเป็นฝ่ายตรงข้ามก็พร้อมถูกจัดการ แต่ใครเป็นพวกเดียวกันที่แพ็กกันอยู่ แปลว่าไม่มีทางถูกส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ในเรื่องจริยธรรมได้เลย หรือถ้าเป็นพวกเดียวกัน ต่อให้จริยธรรมผิดร้ายแรงกว่านี้ก็บอกว่าไม่ผิด แสดงถึงความเป็นพรรคเป็นพวกกันอย่างชัดเจน คือแกล้งคนอื่นและช่วยพวกตัวเองได้
เรื่องจริยธรรมตอนนี้รันไปทุกวงการ ที่ผ่านมาเรามีนายกฯ ที่ขัดจริยธรรมร้ายแรงจนต้องออกจากตำแหน่งไปแล้ว วันนี้กลไกนี้ก็ถูกนำมาใช้ที่วุฒิสภา ที่หนักคือเสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสภาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ต้องมาหาบรรทัดฐานกันใหม่ว่าอะไรที่ผิดจริยธรรม อะไรร้ายแรง อะไรไม่ร้ายแรง และคนที่ทำหน้าที่วินิจฉัยก็ควรเป็นกลาง และต้องดูว่ากลางจริงหรือไม่ มีความชอบธรรมเพียงพอหรือไม่ที่จะใช้อำนาจอันเป็นกลางนั้น หากวางมาตรฐานให้ชัดพอ เมื่อมีการตัดสินว่าใครละเมิดจริยธรรมหรือไม่ สังคมจะได้ไม่ต้องคลางแคลงใจ
ดังนั้นคนที่มาทำหน้าที่วินิจฉัยต้องีเป็นที่ยอมรับ หากเป็นคนกันเองที่เป็นกลุ่มเป็นก้อน สุดท้ายจะกลายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกันได้
สถาพร เริงธรรม
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
มติวุฒิสภาเสียงข้างมากที่เห็นชอบให้ดำเนินการ กับ น.ส.นันทนา ฐานผิดจริยธรรมร้ายแรงมองว่าไม่เหมาะสม เพราะกรณีของน.ส.นันทนา เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นหรือการใช้ภาษา ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมือง จึงไม่มีเหตุจำเป็นอะไรถึงขั้นต้องใช้ข้อกล่าวหาว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง เรื่องดังกล่าวจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบกับพฤติกรรม ของสว.รายอื่นที่ดูร้ายแรงกว่า แต่สว.เสียงข้างมากกับเพิกเฉยนั้น คงไม่ต้องเปรียบเทียบกับกรณีไหนเลย แต่มองด้วยสายตาที่เป็นธรรม ด้วยประเพณีปฏิบัติ
การตัดสินใจของสมาชิกสว.ส่วนใหญ่ ที่ลงมติไปจะส่งผลเสียต่อ แทนที่จะใช้กลไกรัฐสภาปกป้อง หรือทำงานทางการเมืองที่สร้างสรรค์ประโยชน์ให้ประเทศชาติบ้านเมือง แต่กลับใช้มติเสียงข้างมากเป็นเครื่องมือหรือสร้างเงื่อนไขแบบนี้ ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์วุฒิสภามากกว่า
ถามว่ามติ 130 เสียงของสว.สะท้อนอะไรบ้าง แม้ไม่รู้ตื่นลึกหนาบางเบื้องหลังการลงมติเสียงข้างมาก แต่ก็ตั้งข้อสังเกตได้ว่า กลุ่มสว.ที่เป็นเสียงข้างมากก็คือกลุ่ม สว.ที่ถูกน.ส.นันทนา วิพากษ์วิจารณ์โดยตรง
และเป็นกลุ่มสว.ที่สังคมตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของการเข้าสู่ตำแหน่งอยู่แล้ว การโหวตแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อนแบบนี้ก็เพิ่มดีกรีหรือยกระดับความสงสัยของสังคมมากขึ้นว่าการเข้ามาทำหน้าที่ของสว. ในช่วงเวลาดังกล่าว อาจมีที่มาที่ไปตามที่สังคมตั้งข้อสังเกตเอาไว้
ไม่ขอพูดว่าเป็นสว.สีอะไร แต่มตินี้มีความเป็น ไปได้มากที่แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจน เพราะ ที่ผ่านมา น.ส.นันทนาก็ได้วิพากษ์วิจารณ์สส.กลุ่มเครือข่ายเหล่านี้ ว่าที่มาเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะใกล้ชิดกับพรรคหนึ่ง
ประเด็นเรื่องจริยธรรมนักการเมือง ที่ปัจจุบันถูกนำมาเล่นงานนักการเมืองของผู้มีอำนาจนั้น ส่วนตัวไม่ติดใจเพราะอาจเป็นเครื่องมือที่ดีที่ใช้ป้องกันไม่ให้นักการเมืองออกนอกลู่นอกทาง แต่สิ่งสำคัญคือการใช้หลักการหรือเงื่อนไขนี้ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์อย่างถูกต้องและรอบคอบก่อน ควรตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง เพื่อให้ได้ข้อมูลและมีหลักกฎหมายที่ชัดเจน
มีคณะกรรมการจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสว. ฝ่ายนักวิชาการ ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้ามาเป็นคณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อเสนอเรื่องให้วุฒิสภาดำเนินการ ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้เงื่อนไขนี้มีความชอบธรรมมากขึ้น
เรื่องจริยธรรมเป็นประเด็นที่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ชอบธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ฉะนั้นการนำประเด็นเรื่องจริยธรรมมาใช้งานต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้ถูกประเมินทางด้านจริยธรรมทางการเมือง ต้องเป็นผู้ที่เข้าข่ายหรือมีพฤติกรรมที่ขัดแย้ง หรือละเมิดหลักการในเรื่องของจริยธรรมนักการเมืองอย่างแท้จริง
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยในมติเรื่องนี้ เพราะการทำอะไรควรรอบคอบกว่านี้ ไม่ใช่พูดผิดหูหน่อยเดียวก็เป็นเรื่องเป็นราว ไม่อย่างนั้นสส.อภิปรายในสภา คงฟ้องกันไปฟ้องกันมา เพราะบางคนใช้ภาษาไม่ถูกต้อง บางครั้งพูดหยาบคาย ไม่สุภาพมากกว่านี้อีก
เรื่องจริยธรรมนำมาใช้ควบคุมนักการเมืองให้อยู่ในร่องในรอยได้ แต่การนำมาใช้แบบนี้ขัดต่อหลักการขั้นพื้นฐานของหลักจริยธรรมนักการเมืองหรือไม่
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา
มติของวุฒิสภาในเรื่องดังกล่าวชัดเจนว่ามีความไม่เหมาะสม เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับจริยธรรม แต่เป็นการเสนอข้อมูลที่บิดเบือน จากการให้สัมภาษณ์ ของน.ส.นันทนา ตามบทสัมภาษณ์แบบยาวจะเห็นได้ว่านางนันทนาพูดอีกแบบ แต่นำเพียงคำพูดสั้นๆ มานำเสนอ
และภายใต้กระแสความคิดเห็นออนไลน์ที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีข้อสังเกตถึงรูปแบบของความคิดเห็นบางส่วนที่มีลักษณะเป็นระบบชี้นำ มีเป้าหมายบั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรมที่คล้ายปฏิบัติการทางข้อมูล หรือไอโอ
การที่สังคมตรวจสอบโดยมีการนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของสว.รายอื่นที่ดูรุนแรงหรือร้ายแรงกว่า ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมคุกคาม ขโมยของ รวมไปถึงพฤติกรรมด้อยค่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภา แต่กลับถูกเพิกเฉยก็สะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้เสียงข้างมากตามใบสั่งของผู้มีอำนาจทางการเมืองมาเล่นงานบุคคลที่เห็นต่าง
มติ 130 เสียงของสว.สะท้อนให้เห็นว่าเอกภาพสว.ที่ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองมีเอกภาพสูงมาก คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามจะแพ้เอกภาพนี้ อีกทั้งทำให้เห็นว่าเสียงข้างมากทำหน้าที่บกพร่องไม่ได้ใช้ในทางที่ถูก หรือตามเจตนารมณ์ที่เขียนหรือบัญญัติขึ้นมาถึงหน้าที่ของเสียงข้างมาก
และแน่นอนว่ามติดังกล่าวตอกย้ำความเป็นสว.สีน้ำเงิน อย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันหรือไม่ และมองได้ว่า 130 เสียงเป็นมติของผู้มีอำนาจที่สั่งได้
ประเด็นจริยธรรมนักการเมืองกลายเป็นกรณีที่นำมาใช้เล่นงานนักการเมือง ด้วยเหตุที่ว่าการทำงานของเสียงข้างมากบกพร่องนั่นเอง ซึ่งจริยธรรมนักการเมืองจำเป็นต้องมีแต่อาจต้องไปเขียนหรือแก้ไขใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้การตรวจสอบหรือการใช้เสียงข้างมากมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง
เข้าใจว่าเจตนารมณ์การร่างข้อบังคับหรือกฎหมายไม่คิดว่าจะถูกใช้ไปแบบนี้ ทางออกคือต้องแก้รัฐธรรมนูญและเขียนใหม่ และเพื่อไม่ให้เป็นการทำลายระบบการเมืองที่ดี