จากการที่พรรคเพื่อไทย ‘ยกเครื่องใหม่’ เพื่อเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ภายใต้การนำของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นเลขาธิการพรรค โดยไม่มีคนในตระกูลชินวัตร ร่วมเป็นคณะผู้บริหาร นักวิชาการได้สะท้อนมุมมองทิศทางนับจากนี้ของพรรคเพื่อไทย จะกอบกู้วิกฤตขาลง เพื่อนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างไร ดังนี้

สุขุม นวลสกุล

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

การเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ที่นำนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มาเป็นหัวหน้าพรรค ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เราเห็นยุทธศาสตร์ เพราะนายจุลพันธ์ เป้าหมายก็คือยึดทางเหนือ ขณะที่ตัวเลขาธิการพรรค คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ก็ตั้งใจจะยึดอีสานกลับ

คิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าจะดีกว่าเดิม แต่ผมว่ายังไม่พอ ต้องรอดูแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยต้องตั้งยุทธศาสตร์อีกครั้งว่าใครแคนดิเดตนายกฯ บ้างก็จะทำให้ดูว่าพรรคมีความคงที่หรือยัง ไม่เป๋ไปเป๋มาอย่างที่เห็น

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ควรจะมีคนในตระกูลชินวัตรด้วยหรือไม่นั้น ผมว่าคงต้องยืนยันเหมือนกับการออกประกาศว่ายังเต็มที่อยู่ เพราะต้องยอมรับว่าภาระสำคัญของตระกูลชินวัตร ก็คือต้องเต็มที่กับพรรคก่อน ผมคิดว่าเขาคงต้องวางมาเพื่อสร้างความมั่นคงว่าพรรคเพื่อไทยยังมีกระสุนแน่นหนาเหมือนเดิม

ขณะนี้ในคณะผู้บริหารพรรคไม่มีคนของตระกูลชินวัตรอยู่เลย ผมถึงบอกว่าคนยังรอดูว่า แคนดิเดตนายกฯ มีคนในตระกูลชินวัตรอยู่หรือไม่

ดังนั้น ในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ภาพจึงยัง ไม่ชัดว่าจะดีขึ้นหรือไม่ เพราะภาพที่เขาไม่ยอมสารภาพ คือคนที่เดินออกจากพรรค แม้กระทั่งกลุ่มของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะยังอยู่กับพรรคหรือไม่ เมื่อไหร่ที่พรรคเพื่อไทยตั้งแคนดิเดตนายกฯ ก็ต้องดูอีกครั้งหนึ่งว่าจะไปในทิศทางไหน

ส่วนนายจุลพันธ์ซึ่งเป็นคนรุ่นกลางจะสามารถเชื่อมระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่านายจุลพันธ์เป็นคนที่เหมาะที่สุด ถ้าจะมองในความหมายของหัวหน้าพรรค เพราะต้องเป็นตัวหลักในการหาเสียง ในการประสานงาน และเท่าที่ติดตาม นายจุลพันธ์ก็เป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย อีกอย่างคือนั่งบนเวทีโต้ตอบกับการถกเถียงและอภิปรายได้อย่างดี

การเลือกตั้งครั้งนี้ต่อสู้กันหนัก มองว่านายจุลพันธ์ จะขับเคลื่อนและกอบกู้พรรคเพื่อไทยได้หรือไม่นั้น ก็ต้องลองดู แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นทางกระเตื้อง แม้คำพูดของแต่ละฝ่ายจะดูว่ายังมั่นคงอยู่ แต่คนก็ยังไม่มีความเชื่อมั่น เพราะเวลายังเหลืออีกกว่าจะเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงทำได้ถึงพรุ่งนี้เป็นวันเลือกตั้ง

การเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งที่ดูดีขึ้น ก็คือการรับฟังจากฝ่ายนอกมากขึ้น ทำให้การตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค คราวนี้ดูปลอดจากคำสั่งเด็ดขาด

ส่วนที่นายจุลพันธ์ประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะกวาดสส.ได้ถึง 200 คนนั้น ผมมองว่าตอนนี้ยังไม่เห็น แต่เป็นคำประกาศเดียวกันที่นายสุริยะประกาศไว้ ก็แสดงว่ายังมั่นใจไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อมองดูแล้ว พรรคเพื่อไทยก็ตั้งใจจะให้มันดีขึ้น แต่จะดีหรือไม่ ยังมองไม่ออก จนกว่าจะมีตัวตั้งเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ก่อน

ยุทธพร อิสรชัย

อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การปรับตัวครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย มองว่ามาจากหลายปัจจัย ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยมีปัญหาจากภายในมากกว่าภายนอก หากย้อนดูสนามเลือกตั้งซ่อม 3 สนาม แพ้ 2 ชนะ 1 โดยสนามที่แพ้ คะแนนเสียงที่ได้รับไม่ได้หายไปไหน สะท้อนว่าพรรคยังมีฐานเสียงที่สนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจากแฟนคลับ

แต่ประเด็นอยู่ที่โครงสร้างภายในพรรค แต่ละกลุ่มแต่ละก๊วน อาจมีจุดยืนทางการเมืองต่างกัน และบุคลากรในแต่ละกลุ่มอาจไม่ได้รับการตอบสนองในการดำรงตำแหน่งที่น่าพอใจได้ จนมาถึงจุดที่ต้องปรับตัว และองค์กร และปัจจัยเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย เนื่องจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยังมีประเด็นเรื่องคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ หากยังเป็นหัวหน้าพรรค ต้องเซ็นรับรอง ผู้สมัคร อาจเกิดผลกระทบกับพรรคได้

ส่วนที่ไม่มีคนตระกูลชินวัตร มาเป็นผู้นำ หรือภาพนายทักษิณ ชินวัตร มีผลทั้งเชิงบวกและลบ ขึ้นอยู่กับ มุมมอง แต่ไม่ว่าจะมีนายทักษิณ หรือคนตระกูลชินวัตรหรือไม่ ไม่มีผลต่อทั้งคนที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน

วันนี้ต้องแยกโครงสร้างการบริหารเป็น 2 ส่วนคือ ผู้นำตามธรรมชาติ ซึ่งน.ส.แพทองธารยังเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยได้โดยไม่ได้มีข้อจำกัดตามกฎหมาย และผู้นำตามกฎหมาย คือ นายจุลพันธ์ที่ทำหน้าที่ตามทฤษฎีของผู้นำตามธรรมชาติและผู้นำทางกฎหมายดังนั้น หากจัดองค์กรให้ลงตัวก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับผู้ที่สนับสนุน

สิ่งที่พรรคต้องทำในวันนี้ คือต้องมีนวัตกรรมที่เป็นกลไกใหม่ ทำให้การบริหารงานเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งและจัดโครงสร้างภายในพรรค เรียกว่า สภานโยบายพรรค คล้ายกับพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการดำเนินงานลักษณะคล้ายกับเส้นทางของพรรคไทยรักไทย จนครองใจประชาชน

กลไกดังกล่าวประกอบด้วย แกนนำ สส. กก.บห.และสมาชิกพรรค เพื่อให้การตัดสินใจใดๆ ตอบสนองต่อคนทุกกลุ่มในพรรคและสังคม รวมถึงประชาชนมากขึ้น เพื่อลดภาพการที่พรรคมีเจ้าของทั้งจากนายทักษิณและคนตระกูลชินวัตรลงไป ตรงนี้มีความจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็ง จากภายในเพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นไปถึงประชาชน

การประกาศตั้งเป้า 200 ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถือเป็นเรื่องปกติของทุกพรรค แต่จะทำได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจากสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน คิดว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีโอกาสได้สส.ประมาณ 100 ที่นั่ง บวกลบ ที่ 110 หรือ 90 ที่นั่ง

ส่วนการนำคนรุ่นใหม่แต่เป็นหน้าเดิม เหมือนเหล้าใหม่ในขวดเก่า โดยที่โครงสร้างของพรรคเพื่อไทย ยังเหมือนเดิม จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายจุลพันธ์ที่ต้องแก้ หากจะนำเสนอแคมเปญ “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” แต่วันนี้ยังเห็นแค่การเปิดตัวผู้สมัคร และผู้บริหารพรรค

ดังนั้น พรรคเพื่อไทย จะต้องมีอะไรใหม่ๆ ต้องเปลี่ยนโครงสร้าง โดยใช้กลไกสภานโยบายพรรคที่ยังไม่เคยมีพรรคไหนทำ ถ้าชูธงตรงนี้ได้ พรรคเพื่อไทยจะมีความโดดเด่น รวมถึงหยิบประเด็นปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เรื่องสแกมเมอร์ การแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ที่เชื่อมโยงถึงธุรกิจสีเทาและการเมืองสีเทา จะทำให้พรรคเพื่อไทยโดดเด่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อฝ่าวิกฤตทางการเมืองไปได้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยกเครื่องพรรคใหม่ เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ภาพการเมืองในสายตาประชาชนรู้สึกถึงความตกต่ำและการตั้งรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถาม จึงทำให้ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ นอกจากการหาคนมานำทัพแทน

ในครั้งนี้ได้นายจุลพันธ์ เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนตัวมองว่าเหมาะสมในฐานะคนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของคนการเมืองและประชาชน รวมถึงคนที่รักและศรัทธาพรรคเพื่อไทย แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของนายจุลพันธ์ คือต้องรักษาสมดุลอำนาจอย่างไรระหว่างการเป็นหัวหน้าพรรค ในความหมายที่เป็นพรรคการเมืองกับการรักษาสมดุลกับตระกูลชินวัตร เพราะเพื่อไทยมีลักษณะพิเศษคือ บทบาทของชินวัตรมีสูงมากในฐานะผู้เล่นตัวจริง

การเมืองไทย ผู้ที่มีอิทธิพลในพรรคส่วนมากจะเว้นระยะห่างให้สมดุลและเหมาะสม แต่ไม่ใช่กับพรรคเพื่อไทย หลายครั้งทำให้เห็นว่าหัวหน้าพรรคไม่ได้มีอิสระ นายจุลพันธ์เองยังไม่แน่ใจเลยว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ ถือว่าแปลกประหลาดมาก เพราะหัวหน้าพรรคในประเทศนี้ทุกคนมีโอกาสได้เป็นแคนดิเดตทั้งนั้น จึงสะท้อนว่าอำนาจนั้นอยู่ที่เจ้าของพรรค

ทั้งนี้ การที่ไม่มีคนตระกูลชินวัตรเป็นผู้นำพรรค ทำให้ภาพของเพื่อไทยดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่เป็นไปไม่ได้ที่ชินวัตรจะไม่มีบทบาทในเพื่อไทย ทั้งระบบคิดของนายทักษิณ ที่มองว่าตัวเองเป็นคนที่เก่งที่สุดของพรรค ฉลาดที่สุด สมบูรณ์แบบและเหมาะสมจะเป็นผู้เล่น เพียงแต่เล่นไม่ได้เพราะมีปัญหาทางกฎหมาย

เงื่อนไขตรงนี้อาจทำให้นายจุลพันธ์ ทำหน้าที่ได้ยากลำบากพอสมควร แม้จะไม่มีคำว่าชินวัตรอยู่ในพรรคแต่ประชาชนยังไงก็ไม่เชื่อ ไม่แน่ว่านายทักษิณ อาจจะออกมาเล่นเองอีกรอบ

อย่างไรก็ตาม การที่นำคนรุ่นใหม่มาขับเคลื่อนพรรค ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะกอบกู้พรรคได้ ส่วนจะได้รับความเชื่อมั่นหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่อง หลายอย่างทำให้เห็นว่าคนเก่าที่มีประสบการณ์เล่นการเมืองมากจนเกินไป

ส่วนโอกาสที่จะกวาดสส.ได้ถึง 200 คนตามที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ประกาศนั้น สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเหนื่อยและยาก ตัวเลขนี้ถือเป็นการท้าทายที่อยากทำให้ได้แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่การบริหาร กระแสชาตินิยม รวมถึงกระแสบ้านใหญ่กำลังประเมินเพื่อไทยเลือดไหล การจะได้สส.ถึง 200 ที่นั่งต้องทำงานหนักอยู่พอสมควร

ที่ผ่านมาถือเป็นการถอดบทเรียนและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ใครที่รักและศรัทธาตระกูลชินวัตรและนายทักษิณจริง ได้ดูฐานเสียงที่มีจริงๆ เพื่อต่อยอดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป การเมืองไม่ต้องเร่งประสบความสำเร็จ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน