อนุทิน ปาฐกถางาน “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ชี้ไทยกลับเข้าสู่เรด้าโลก เบรกประเทศที่ 3 แค่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย อย่าทำตัวเป็นคู่เจรจา มาอ้างบทลงโทษ ย้ำไม่ยอมเสียอธิปไตย เดินหน้าทางการทูต ขู่ข้ามเส้นมาก็น่าดู

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 20 พ.ย.2568 ที่ห้องฉัตราบอลรูม 1 – 2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” ในงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ตอนหนึ่งว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนแทบจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเพราะต้องเดินทางไปร่วมประชุมทั้งอาเซียนและเอเปก และเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน

สิ่งที่ได้กลับมาก็ประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากมาย คำว่าปรับเปลี่ยนและไปต่อเกิดขึ้นทุกวัน เป็นครั้งที่ดีมาก เพราะเราอยู่เฉยไม่ได้ หากมัวเฉย ฟันเฟืองต่างๆ ติดขัดไปหมด แต่หากมีการปรับเปลี่ยนและเดินไปเรื่อยๆ ทุกวันจะทำให้เราไม่มีวันหยุดนิ่ง และไปในจังหวะสถานการณ์ต่างๆ ของโลกที่ไม่ได้อยู่นิ่งเหมือนกัน

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้โจทย์ทั้งหลายที่ตนได้ไปพบกับผู้นำหลายประเทศ ตนจะขอปรับเวลาที่มีช่องว่างไปพบกับหลายคน ซึ่งตนต้องปรับนิสัยด้วย ไม่รอให้ใครมาพบแม้จะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเล็กกว่า ตนจะขอเวลาเพื่อไปพบและพูดคุย สานต่อในเรื่องที่คุยตกลงค้างคาไว้เพื่อเดินหน้า 2 ฝ่าย

ตนได้ทำงานร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ซึ่งท่านเห็นว่าเราไปต่างประเทศได้พบกับผู้นำหลายประเทศมาก รวมถึงภาคเศรษฐกิจ ทำให้เห็นว่าเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย สิ่งที่นายสีหศักดิ์ได้พูดกับตนคือ รู้สึกว่าประเทศไทยได้กลับมาในจอเรด้า เมื่อตนได้ฟังคำนี้ รู้สึกเหมือนถูกทุบไปกลางหน้าอก เพราะที่ผ่านมารู้สึกหายไปจริงๆ ไม่มีใครเข้ามาสนใจ ทุกอย่างเป็นไปตามมารยาทกลไกปกติ แต่เมื่อพวกเราเข้ามา เหมือนสร้างแรงขับเคลื่อนพิเศษ

นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังใช้กรอบต่างๆ ในการก้าวต่อ ตามที่กรอบที่ทั้งโลกกำหนดขึ้นมา เราไม่ได้ตกขบวน วันนี้ทุกประเทศไม่มีใครอยากเดินถอยหลังไปสู่ยุคเดิมๆ ที่ใช้อาวุธมาสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ต้องใช้การเจรจาทางการทูตเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่า หากข้ามเส้นมาก็น่าดูเหมือนกัน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนถึงบอกมาตลอดว่า “แม้หวังตั้งสงบ แต่ส่งเสียงรบให้พร้อมสรรพ” นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยกำลังดำเนินอยู่ ดังนั้น ขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่า ประเทศของเราจะไม่สูญเสียอธิปไตย เสียเปรียบหรือรบแพ้ ยืนยันว่าไม่มี ตนถามพี่ๆ ในกองทัพทุกคนว่ามีความมั่นใจหรือไม่ ทุกคนบอกตรงกันว่าอย่าให้ไปถึงจุดนั้นเลย แต่หากจำเป็นก็พร้อม

เมื่อตนได้ยินคำนี้ก็รู้แล้วว่าจะไปต่ออย่างไรในการไปคุยกับประเทศคู่กรณีและประเทศที่พยายามจับให้ทั้งสองฝ่ายทำความเข้าใจกันให้มากที่สุด ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา เป็นเรื่องปกติ เปรียบเทียบกับชีวิตของเรา เวลาโกรธกับใครใช้เวลาแค่เสี้ยววินาทีกว่าจะดีกันได้ ต้องใช้เวลา ตั้งกฎระเบียบขึ้นมาหลายอย่าง กว่าจะดีกันได้ ก็ต้องให้เพื่อนคนที่ 3 นัดเราไปกินข้าวอีกครั้ง เป็นเรื่องปกติฉันใดก็ฉันนั้น เราก็ใช้องคาพยพที่เรามีอยู่สร้างความมั่นคงแข็งแรง

“ในกรณีที่มีคนมาบอกว่าหากไม่ดี จะลงโทษแบบนั้นแบบนี้ การเป็นคนกลางคนไกล่เกลี่ย ก็ทำหน้าที่ไป อย่ามาทำตัวเป็นคู่เจรจากับเรา มันอยู่ที่เราจะควบคุมตรงนี้อย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามความคาดหมายที่หวังไว้ อาจมีออกนอกกรอบบ้าง แต่ต้องปรับเปลี่ยนและไปต่อ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โลกทุกวันนี้อยู่ด้วยคำว่าประสานประโยชน์ หรือคำว่าสมประโยชน์ ไม่มีคำว่า winner take all หรือ zero some game มีแต่คำว่า “win win” และโอกาสของเราคือเมื่อเราทำตัวเป็นพันธมิตรกับโลก ก็ต้องเป็นพันธมิตรกับโลกทั้งใบ ไม่มีผูกขาด ต้องเป็นเพื่อนที่มีผลประโยชน์ด้วยกัน ตรงไหนมีผลประโยชน์ก็จับมือร่วมกัน แต่ตรงไหนไม่ลงตัวก็หาวิธี หากไม่มีวิธีก็ต้องไปหาคนที่พร้อมจะจับมือกับเรา ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมีทางตัน

นายกฯ กล่าวถึงการลงนามสำคัญในการศึกษาแรร์เอิร์ธกับสหรัฐอเมริกา มีคนพูดมากว่าไปเซ็นลงนามแล้ว จะทำให้ถูกบีบเรื่องภาษี แต่เรื่องนี้เห็นว่าหากสหรัฐฯมาทำเรื่องนี้ร่วมกับไทยได้ ก็จะเป็นประโยชน์ ซึ่งไทยก็ไม่ได้ผูกขาด คนไม่รู้เรื่องก็ไปโวยวายกันใหญ่ว่าให้สัมปทานกับอเมริกา ยกผลประโยชน์ให้เพียงประเทศเดียว ซึ่งไม่ใช่เลย และMOU ที่ลงนามไปสามารถฉีกเมื่อไหร่ก็ได้

เรื่องนี้เป็นเพียงพิธีกรรมที่อยู่ในเวทีโลก เป็นเพียงช่องหน้าต่างประตูเล็กๆ คือหากวันไหนเรื่องนี้เป็นความจำเป็นขึ้นมา อย่างน้อยก็ยังเป็นประตูที่ทำให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกันได้ โดยในข้อตกลงไม่มีระบุว่าประเทศที่เป็นคู่สัญญากับเราต้องถือแร่ธาตุเหล่านี้ก่อน หรือให้เขาดำเนินการก่อนศึกษาและให้สัมปทานขุดเจาะ ยืนยันว่าไม่มีแม้แต่นิดเดียว เรายังให้กับคนหลายคนได้

แต่คนขี้โวยวายในประเทศนี้ ออกมาบอกว่าประเทศไทยเสียเปรียบ แต่ไม่ใช่เราประเทศเดียวทุกประเทศก็ร่วมลงนาม จึงขออย่าโวยวาย ต้องเลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ประเทศเราต้องนิ่งให้เป็น ไม่ต้องไปเต้นอยู่ตรงโน้นทีตรงนี้ที เพราะเรายืนอยู่บนขาตัวเองได้ อย่าไปเชื่อว่าต้องเอนกับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้จนเกินไปเพราะหากเขาขยับตัวนิดเดียว เราก็ล้มลง ไม่ใช่เอนไปขั้วใดขั้วหนึ่ง แต่ต้องเป็นขั้วที่ 3 คือ พยายามอยู่เป็นขั้วของตัวเอง

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ตนยืนยันมาตลอดและถือเป็นหลักปฏิบัติ คือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด ไม่ว่าด้านความมั่นคงเศรษฐกิจหรือทางการทูต หากคันนี้อยู่ครบประเทศไทยไม่มีคำว่าเสียเปรียบ หรือแพ้ จะดำรงความเป็นอธิปไตย แม้แต่ตารางเซ็นเดียวก็ไม่ยอมเสียให้กับประเทศใดๆ และจะไม่มีการโต้วาที แต่ต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไร

เราก็มีจุดยืน เมื่อมีทหารของเราเหยียบกับระเบิด เราก็ระงับ joint decoration ทันที ฉะนั้น หากเราจบกับเขาได้โดยไม่เสียประโยชน์อะไร ก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ ทั้งนี้ การจะรักษาความสมดุลได้ ความยืดหยุ่นถือว่ามีความสำคัญมาก เราต้องพร้อมปรับแผนตลอดเวลาและดำเนินต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน