ทนายอั๋น แฉเส้นเงินขบวนการฮั้วสว. 8 ผู้ต้องหา 2 สว.ตัวจริง 6 เครือข่ายพรรคดังโอนจ่าย สว.สอบตกเป็นค่าต่างตอบแทนผู้กระทำความผิดตามสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน ชี้ไม่ควรตัดจบที่ 8 คน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ธ.ค.2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ดำเนินเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการพิจารณาคดีพิเศษของดีเอสไอ
พร้อมนำรูปภาพเส้นทางการเงินของกระบวนการฮั้ว สว. ที่มีรายชื่อของสว.ตัวจริง จำนวน 2 ราย และเครือข่ายพรรคดัง ซึ่งถูกดำเนินคดีเป็นผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จากทั้งหมด 8 คน มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับคนจำนวนมาก
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนทราบความเคลื่อนไหวว่า กกต. ได้ส่งหนังสือจี้สอบถามอธิบดีดีเอสไอ ว่าระหว่างการทำสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ทางดีเอสไอได้สอบสวนคนในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หรือ แจ้งข้อหาบุคคลใดของพรรคหรือไม่ ซึ่งตนมองว่าเป็นการแทรกแซงการทำคดีหรือไม่ เพราะอธิบดี ก็ต้องมีการตอบหนังสือให้รายละเอียดต่าง ๆ อีกทั้งเชื่อว่าสำนวนคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมาย กกต. (ผู้ต้องหา 229 ราย) อาจจะล้มคดีภายหลังยุบสภาได้
นอกจากนี้ ในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ตามที่เห็นเป็นข่าว มีพยานตัวหลักในจ.ขอนแก่น มากลับคำให้การกับดีเอสไอ อย่างไรก็ดี ตนทราบว่าในอนาคตจะมีคนแถวภาคเหนือมากลับคำให้การอีกแน่นอน ส่วนในตอน Ep.1 ตนได้มาเปิดเผยภาพเส้นทางการเงินของคนๆหนึ่ง ที่โอนให้เจ้าหน้าที่ กกต. และทราบว่าเจ้าหน้าที่ กกต. รายนี้ได้โดนไล่ออกแล้ว
พอไปเปิดเส้นทางการเงินครั้งที่ 2 ที่ กกต. ทางดีเอสไอได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา 8 คน จึงหวังว่าครั้งนี้จะเกิดแรงสะเทือนวงการ ซึ่งตัวละครที่อยู่ในเส้นทางการเงินครั้งนี้ เป็นตัวละครทางสายใต้ อาทิ อักษรย่อ น. อักษรย่อ ม. โดยเฉพาะ ม. และ อ. ซึ่งเป็นสว.ตัวจริง โดย อ. คือ หัวจ่าย ส่วน ม. มีเส้นเงินเยอะ ขณะที่ ล. คือ อดีตคณะทำงานของรัฐมนตรีสักตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย ส่วน ว. ก็มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร
ดังนั้น ตนอยากถามว่าจะตัดจบแค่ 8 คนนี้หรือ ในเมื่อทั้ง 8 คนนี้มีเส้นเงินโยงใยกัน และโยงไปเครือข่ายอื่นในภาคอีสานด้วย ทั้งยังโอนไป อักษรย่อ ช. บุคคลที่อยู่ในพื้นที่เหนือตอนล่างกลางตอนบน จึงเป็นไปไม่ได้ที่สำนวนจะตัดจบแค่ 8 คนนี้
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ของบุคคลในเส้นทางการเงินที่ตนนำมาเปิดเผยในวันนี้ ล้วนมีความเชื่อมโยงตั้งแต่ก่อนเลือก สว. ระหว่างเลือก สว. และภายหลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. ยกตัวอย่าง น. มีการรับโอนทั้งหมด 165 ครั้ง โอนออกไป 480 ครั้ง ออกมากว่ารับโอน ซี่งในการรับโอน รับไปทั้งสิ้น 1.3 ล้านบาท ส่วนจำนวนเงินโอนออกไป คือ 1.6 ล้านบาท
ขณะที่อักษรย่อ ม. เป็นตัวการหลักสายใต้ ปัจจุบันเป็น สว. พบข้อมูลว่ามีการรับโอนทั้งหมด 162 ครั้ง แต่โอนออกไป 269 ครั้ง ซึ่งยอดเงินรับโอน รวม 17 ล้านบาท แต่โอนเงินออกไป 16 ล้านบาท นอกจากนี้ ม. รายนี้ยังโอนเงินให้ สว.สอบตก 10 กว่าคน เพื่อเป็นค่าต่างตอบแทน และยังโอนให้ สส.พรรคหนึ่ง มีการโอนเข้า-ออก และรับโอนจาก สส.พรรคการเมืองเช่นเดียวกัน
ส่วนอักษรย่อ อ. เป็นตัวการหลักเหมือนกัน ปัจจุบันเป็น สว. และเป็นหัวจ่าย หาผู้สมัคร สว. ในสายใต้ พบข้อมูลรับโอนเงิน 169 ครั้ง เป็นเงิน 4 ล้านบาท และโอนเงินออกจำนวน 700 กว่าครั้ง เป็นเงิน 4 ล้านกว่าบาทเช่นกัน
ทั้งนี้ ในวันที่ดีเอสไอประกาศข่าวว่าจะออกหมายเรียกผู้ต้องหา 8 ราย ว่ากันว่า อักษรย่อ ม. และ อ. ที่เป็น สว.ตัวจริงที่อยู่ระหว่างประชุมกมธ. ถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เดินออกจากห้องประชุม แต่อีกสองวันกลับหน้าตายิ้มแย้ม อ้างบอกว่าเคลียร์ได้แล้ว ซึ่งมันไปสอดรับกับวันที่มีข่าวว่า สว.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ประกาศต่อที่ประชุม สว. และพวกพ้องสีน้ำเงินว่าเธอจะกลับมาเป็น สว.อีกครั้ง
ทั้งนี้ ตนมองว่าไม่ควรตัดจบแค่ 8 คนนี้ เพราะ 8 คนนี้ไม่เพียงโอนให้ สว.สอบตก แต่ล้วนโอนต่อไปให้อักษรย่อ ช. ซึ่งเป็นนักการเมืองดัง และยังโอนไปเครือข่ายสายอีสานด้วย จึงขอรอดูว่าดีเอสไอจะตัดจบหรือไม่ อย่างไร
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ในวันศุกร์ที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนทราบข้อมูลจากสายลับว่า มีการประชุมของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไอและอัยการประชุมกันจริง แต่มีสายข่าวทางสีน้ำเงินว่าต้องการตัดจบที่ 8 คนเท่านั้น จะล้มคดีกัน
แต่ตนต้องขอบคุณดีเอสไอและอัยการที่ไม่ยอม และดึงไว้ไม่ให้ตัดจบแค่ 8 คน เพราะจำนวนผู้เกี่ยวข้องในเส้นทางการเงินมีเยอะกว่านี้ และตนขอให้เกียรติประชาชนบ้าง อย่าล้มคดี เพราะมันยังมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านี้