ประท้วงวุ่น วิโรจน์ พาดพิง รัชนีกร-พิสิษฐ์ ชี้ตัด 1 ใน 3 ของสว.เป็นการถ่วงดุลอย่างได้สัดส่วน เหตุไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชนโดยตรง ประธานวุฒิฯ ต้องยกมือห้าม ขอให้ทุกคนสงบ ไม่งั้นประชุมต่อไม่ได้

เมื่อเวลา 17.22 น. วันที่ 11 ธ.ค.2568 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ)เป็นพิเศษ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พ.ศ…. โดยพิจารณา มาตรา 256/28 ว่าด้วยเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการเสร็จ โดยกำหนดให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายว่าดูเหมือน สว. หลายคนจะเข้าใจผิดว่าการแก้ไขครั้งนี้เป็นการตัดการถ่วงดุลออกไปทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่ การตัดเสียง 1 ใน 3 ของสว.แล้วคงให้ทั้งสว. และสส.มีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากันในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการจัดให้มีการถ่วงดุลอย่างได้สัดส่วน ทำให้มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน

ตนยืนยันว่าเคารพต่อสว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่มาจากการคัดเลือกจาก 48,000 คนเหลือเพียง 200 คน ขณะที่สส.มาจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 52 ล้านคน อำนาจใดที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแนบแน่นและได้รับโดยตรงจากประชาชนย่อมต้องมีอำนาจตามสมควร ขณะที่อำนาจใดที่ยึดโยงกับประชาชนน้อยและ มาจากทางอ้อม อำนาจนั้นก็ต้องลดหลั่นตามสัดส่วนลงมา อย่างนี้ถึงเรียกว่าการตรวจสอบถ่วงดุลที่ได้สัดส่วน

“การที่สว.พิสิษฐ์ อภิวัฒาพงศ์ บอกว่าตนเองเป็นเบรค ผมขอตั้งคำถามว่าการเดินไกลของประเทศโดยมีสส.เป็นคันเร่ง ท่านเคยนั่งรถของโชเฟอร์ที่ขับไปเหยียบเบรคไป ทำให้คนโดยสารอาเจียนหรืออ้วกแตกไม่ถึงที่หมาย จะเบรคอะไรกันนักกันหนา คนที่นั่งข้างๆ อย่างสว.บางคนดึงเบรกมือ รถก็หมุนคว่ำ ทำให้รถยนต์ที่ชื่อ ประชาธิปไตย รถยนต์ชื่อ ประเทศไทย จะไปสู่จุดหมายได้อย่างไร“นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่าน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ที่อภิปรายว่ารังเกียจนักการเมือง จนลืมไปแล้วว่าสว.ตำแหน่งที่เป็นอยู่นี้ เป็นนักการการบ้านหรืออย่างไร ท่านก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน ถึงแม้จะบอกว่าขยันทำการบ้าน แต่วันนี้สว.เป็นนักการเมือง และถ้าท่านไม่อยากเป็นนักการเมืองมากนักก็ลาออกไป แล้วไปสมัครเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว 20 หยิบ 1 ตนอยากจะถามว่าหาได้หรือไม่ ถ้าหยิบท่านมาหนึ่งก็ต้องคอยดู

การที่บอกว่านักการเมืองจะแก้กฎหมายเพื่อปกป้องตนเอง ให้ตัวเองได้ประโยชน์ ท่านพูดให้คนอื่นทำท่านเก่งมาก แต่ผมดูในมาตรานี้ วันนี้ท่านต้องจำกัดอำนาจท่านเองท่านจะทำอย่างไร สุดท้ายตรงตามภาษิตโบราณ ”นิ้วที่ชี้คนอื่น ท่านลืมว่าสี่นิ้วมันชี้ไปที่ตัวท่านเอง“

ความผิดของคนอื่นท่านเห็นเช่นขุนเขาความผิดของตัวเราท่านเห็นเช่นเส้นผม ท่านไม่ตัดอำนาจท่านเลย ยืนยันว่าเราแค่ต้องการจัดอำนาจสว.ให้ได้สัดส่วน ซึ่งเป็นใจความสำคัญ

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในประวัติศาสตร์ของโลกไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนที่ให้อำนาจผู้แทนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทางตรง มามีอำนาจหนึ่งในสามในการยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เคยมีการกำหนดให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงมีอำนาจยับยั้งอำนาจที่มาจากประชาชน สุดท้ายประเทศเหล่านี้เดินหน้าไม่ได้

ตนเคารพต่อความชอบธรรมที่ท่านมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยคัดเลือกจากความเชี่ยวชาญนั้น แต่อำนาจนั้นจะสง่างามมากถ้าท่านเอามาทบทวนตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างได้สัดส่วน ไม่ได้เอามายับยั้งการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของประเทศ ไม่ได้ยับยั้งเจตจำนงอันแรงกล้าของประชาชนซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด ตนไม่ได้ขอให้วุฒิสมาชิกยอมแพ้ แต่ขอให้ท่านชนะด้วยการยอมรับอำนาจที่แท้จริงคืออำนาจของประชาชน

ด้านน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ใช้สิทธิพาดพิงโดยกล่าวว่า ตลอด2วันที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภา บรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดีไม่มีใครเอยชื่อใครและต่อว่าเช่นนี้ ตนเองก็ไม่เคยเอยชื่อใครและต่อว่าเช่นเดียวกันเพียงแต่อภิปรายไปทางมาตรา ไม่ได้มาบอกว่าใครเป็นอย่างไร ตนพูดเสมอว่านักการเมืองทำอะไรไว้บ้าง

“ดิฉันไม่เคยบอกว่าไม่ใช่นักการเมือง แต่ขอบอกว่าดิฉันเพิ่งเข้ามาเป็นนักกการเมืองในสมัยนี้ ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ไม่ได้เป็นนักการเมืองตลอดปีตลอดชาติแล้วไม่ได้ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ดิฉันไม่ใช่นักเลือกตั้งเพราะฉะนั้นท่านช่วยสุภาพหน่อย ดิฉันสุภาพกับท่านมา 2 วันแล้ว ถ้าต้องการแบบนี้ก็แล้วแต่ท่าน” น.ส.รัชนีกรกล่าว

นอกจากนี้น.ส.รัชนีกร ยังขอให้นายวิโรจน์ถอนคำพูด แต่นายวิโรจน์ ตอบโต้ว่า ที่เอ่ยชื่อเพราะต้องการอ้างคำพูดของท่าน หรือท่านจำคำพูดของตนเองไม่ได้ อาจจะพูดเยอะจนจำไม่ได้ จะให้อ้างอิงอย่างไร ไม่เช่นนั้นสมาชิกท่านอื่นจะรู้ได้อย่างไรว่า ตนเองอ้างอิงถึงสมาชิกท่านใด ตนเองไม่เห็นมีความจำเป็นต้องถอน

ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ได้ลุกประท้วงเช่นกันโดยกล่าวว่า รัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่าต้องใช้เสียงของ สว. 1 ใน 3 ท่านอยากให้เราเคารพกติกาของท่าน แต่เหตุใดท่านกลับไม่เคารพกติกาที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน เพราะทุกคนก็เข้ามาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี 2560 นอกจากนี้ท่านยังกล่าวว่าเหตุใดสมาชิกรัฐสภาไม่ปกป้องคุ้มครองเสียงของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างชุลมุนอยู่ช่วงหนึ่ง จนทําให้นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา รองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมขณะนั้นกล่าวว่า ขอให้ทุกท่านหยุดแค่นี้ ไม่ต้องประท้วงอะไรกันอีกแล้ว ขอให้อภิปรายกันต่อ ขอให้นั่ง จบแค่นี้ เอาแค่นี้

พร้อมกับปิดไมค์ของน.ส.รัชนีกร ก่อนยกมือห้าม บอกอีกครั้งว่า พอแล้ว ทุกท่านหยุด และไปต่อ สงบแค่นี้พอ เดี๋ยวเรื่องไม่จบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน