“แกนนำพรรคพลวัต” ดีเดย์ 17 ธ.ค.68 เปิดตัวพรรคพร้อมสโลแกน “Smart Support and Sincere” พร้อมเปิดตัว ”อภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล“ อดีตสส.พรรคประชาชน
เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้า พรรคพลวัต พร้อมด้วย นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรค และนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงข่าวถึงการเปิดตัวครั้งแรกว่า พรรคมีจุดยืน แนวคิด และทิศทางการทำงานทางการเมือง โดยให้ความสำคัญกับคำว่า “Smart Support and Sincere” เพราะเชื่อว่า “ฉลาด เปิดกว้าง และผลักดัน และการลงมือทำ สำคัญกว่าวาทกรรมสวยหรู” ทั้งนี้พรรคพลวัตมีทีมงานบริหารที่เก๋าเกมทางการเมืองและคนรุ่นใหม่ เราไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกหรือทางรอด” แต่คือ “ทางเดียว” (The Only Way) ที่จะพาไทยไปยืนบนเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเศรษฐกิจกลับมาแก้ปากท้องคนไทย“กัณวีร์ มั่นใจ พร้อมเสนอสิ่งดีที่สุดแก่ประชาชน ย้ำ จุดยืน-อุดมการณ์พรรคทำได้จริง”
นายกัณวีร์ กล่าวถึงเหตุผลในการตั้งพรรคพลวัตว่า จุดยืนและอุดมการณ์ของผม ต้องการสร้างบ้านหลังเล็กที่แข็งแรง ขณะเดียวกันโจทย์ประเทศขณะนี้ใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น ผมจึงต้องการพื้นที่ที่อนุญาตให้ผมพุ่งชนปัญหาได้เร็วกว่าเดิมไม่ติดอยู่กับขั้นตอน ผมเชื่อมั่นว่าพรรคพลวัตจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ประชาชน และเป็นทางเลือกที่พรรคปฏิบัติได้จริง ผมรอไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการสู้รบไทย-กัมพูชา หรือปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งการทำงานกับองค์การสหประชาชาติ (UN) สอนผมให้เน้น Action ไม่เน้น Process ที่ยืดเยื้อต้องเป็น Proactive Diplomacy ไม่ใช่แค่ตามแก้ข่าว ดังนั้นเลือกพรรคพลวัตจะไม่ได้แค่นักการทูต แต่จะได้อะไรที่มากกว่าการเมืองหรือการปกครอง ซึ่งตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย
นายกัณวีร์ กล่าวว่า การที่จัดตั้งพรรคการเมือง ณ วันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะจัดตั้งพรรคการเมืองได้ตนเรียนรู้จากคนที่ทำงานในสภาผู้แทนราษฎร แล้วรู้สึกว่ากว่าเราจะมาตั้งพรรคการเมือง ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมามีทั้งการจัดตั้ง การทำโครงสร้างต่าง ๆ แต่ความมุ่งมั่นของคนทุกคนที่มาอยู่ในพรรคพลวัต เชื่อว่ามาด้วยความตั้งใจจริง มาทั้งน้ำตา มาทั้งรอยยิ้ม มาทั้งเสียงหัวเราะ เราทำงานร่วมกันจนวันนี้ เรามุ่งมั่นมากที่พยายามขยายฐานเสียงพรรค และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นความตั้งใจจริง จึงอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะการเมืองของประเทศไทยหยุดนิ่งมาอย่างยาวนาน 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา จึงอยากทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้า ฉะนั้นหากเราไม่มั่นใจเราทั้ง 3 คนจะไม่นั่งอยู่ที่นี่ในวันนี้
“ตั้งเป้าเป็นรบ. เหตุ อยากผลักดันนโยบายพรรคให้ทำได้จริง”
ส่วนที่โพลระบุว่า พรรคพลวัตมีโอกาสเป็น 1 ในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอนนั้น นายกัณวีร์ กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนว่าอยากเป็นรัฐบาล เพราะนโยบายของเราชัดเจนในเรื่องของอุดมการณ์ ที่มาจากพี่น้องประชาชนโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งนโยบาย เราสามารถปฏิบัติจริงในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นสิ่งที่ชัดเจนคือ เราพร้อมเป็นพรรคทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศไทย เดินหน้าต่อไปได้จากสังคมการเมืองที่หยุดนิ่ง
“พรรคพลวัตยึดมั่นในสิ่งที่ให้คำมั่นกับประชาชน คอยดูว่านโยบายเราที่ออกมาเป็นทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศเดินหน้า ต่อไปได้กับปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้า เพราะ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาผมเห็นว่าประเทศไปไหนไม่ได้จริง ๆ หยุดนิ่งเพราะการแบ่งแยก เราจะมาแทรกตรงกลาง และเป็นแสงสะท้อนออกมาให้กับสังคม ว่าพรรคการเมืองใหม่ที่มีคนทำงานได้จริง ๆ อยู่ตรงนี้”
นายกัณวีร์ กล่าวว่า นโยบายของพรรคอย่างแรก คือ ด้านการต่างประเทศแม้ว่าอาจจะจับต้องยาก เพราะในอดีตจนถึงปัจจุบันผมยังไม่เห็นว่ามีพรรคการเมืองไหน ชูในเรื่องของการต่างประเทศ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาทุกคนเห็นแล้วว่าเรื่องของสถานการณ์ชายแดน ก่อให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบอย่างไร ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การส่งออก ประเทศมหาอำนาจยกเรื่องภาษีขึ้นมาต่อรอง และการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศต้นทาง ขณะที่การทูตของไทยไม่เปลี่ยนแปลงนับ 100 ปี ฉะนั้นการพูดแบบเงียบ ๆ ประเทศไทยก็จะถูกเป็นลูกไล่ เพราะเราไม่มีจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ สุดท้ายประชาชนคนไทยจะได้รับผลกระทบตามมา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการทางการทูตของไทยเป็นสิ่งสำคัญ ผมเป็นหัวหน้าพรรคจำเป็นที่จะต้องชูธง ว่าเราจะเน้นด้านไหนเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า เลือกพรรคเราแล้วประชาชนให้การสนับสนุนเราแล้ว ท่านสามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าเราจะเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในช่องทางไหน
“รองหัวหน้าพรรคพลวัต ลั่น มียุทธศาสตร์เฉพาะพื้นที่ เน้นคุณภาพคนมากกว่าปริมาณ มั่นใจปักธงได้แน่ 150 เสียง”
ด้านนายสุรพันธ์ กล่าวว่า ตนต้องการพรรคที่เปิดโอกาสให้ตนลงมือทำ เพราะตนถนัดวิ่งเข้าหาปัญหาเชื่อว่าการมาอยู่พรรคนี้ จะทำให้ตนได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดบนจุดยืนของตน นอกจากนี้พรรคมียุทธศาสตร์เฉพาะแต่ละพื้นที่ เรามั่นใจว่าปักธงได้แน่ ๆ เพราะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ตอนนี้เราปักหมุดจังหวัดที่พร้อมแน่ ๆ แล้ว 35 จังหวัด จาก Data ที่เราวิเคราะห์มาอย่างละเอียด เรามองเห็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ประมาณ 230 เขต ที่เรามีลุ้นและกำลังเจาะลึกลงพื้นที่หนัก ๆ ตอนนี้มีอยู่ 122 เขต ในจำนวนนี้ 97 เขต ที่ผมมั่นใจว่าเป็น ‘Winning Zone’ สามารถช่วงชิงเก้าอี้มาได้ สรุปตัวเลขกลม ๆ ณ วันนี้พรรคพร้อมส่งผู้สมัครระดับตัวตึงที่ลงสนามเลือกตั้งได้แน่นอน 150 เขต เป็น 150 คนที่หวังผลได้จริง คาดว่าคะแนนที่เราจะได้อาจทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศ ณ ปัจจุบันที่ประชาชนยังลังเลหรือยังไม่ตัดสินใจ
“จุดมุ่งหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ในฐานะที่ดูยุทธศาสตร์พรรคพลวัตด้วยระยะเวลาที่จำกัด ณ ปัจจุบัน 17 ธันวาคม ตอนนี้เราตั้งตัวแทนจังหวัดได้ 35 จังหวัดแล้วสามารถที่จะส่งผู้สมัครสส.เขตได้ 200-230 เขต ณ วันนี้เรามุ่งมั่นเป้าหมายของเราโดยถอดสมการ และยุทธศาสตร์ที่เราคาดหวังได้สส.อย่างน้อย 97 เขต และ 122 เขตที่เราดูจากสมการ ที่เข้าไปในพื้นที่คิดว่ามีโอกาส ขณะที่เป้าหมายในการส่งสส.เขตไม่ต่ำกว่า 150 เขตอย่างแน่นอน ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ตอนนี้มีผู้ร่วมสนใจหลังจากที่เราเปิดตัว คิดว่าเข้ามาร่วมหลายคน และจะจัดลำดับผู้สมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์ให้เหมาะสม กับงานที่ทุกคนเข้ามาร่วมแต่ยืนยันวันนี้ว่าเรา 150 เขตแล้วส่งแน่นอน
นายสรยุทธ์ กล่าวว่า ตอนนี้พรรคมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักบริหาร ที่มีพื้นหลังแต่ละคนเป็นนักบริหารมาก่อน ที่พรรคมั่นใจเพราะชื่อ “พลวัต” ก็บอกอยู่แล้วว่า คือ การขับเคลื่อนแล้วลงมือทำ ถ้าคิดแล้วไม่ได้ขับเคลื่อนก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นต้องลงมือทำด้วยและขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน ผมจึงมั่นใจทีมยุทธศาสตร์และนโยบายของเรา ควบคู่กับความสามารถของทุกคน รวมถึงทีมงานหลังบ้านและทีมงานที่ Support ในด้านต่าง ๆ รวมถึงตัวผู้สมัครในแต่ละเขต เราคัดกรองอย่างดีมีเวลาในการทุ่มเท 24 ชั่วโมงในการคัดเลือกและสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ในแต่ละจังหวัด ตำบลแต่ละจุดอย่างแน่นอน เป็นคนที่ชาวชุมชนเห็นแน่นอน ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าใหม่ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เป็นหน้าเดิมหรือเป็นคนในพื้นที่เห็นกันอยู่แล้ว ว่าคนเหล่านี้ทำงานในพื้นที่และช่วยเหลือรับรู้ปัญหาและสิ่งที่ต้องพัฒนาแต่ละชุมชนแต่ละจังหวัดอีกด้วย
ภายหลังการแถลงข่าว พรรคพลวัตได้เปิดตัว นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพร้อมสวมเสื้อสมาชิก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากร่วมงานกับคนดี ๆ กว่า 20 ปีที่ผ่านมาตนสอนหนังสือ ด้านสายศิลปะการออกแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น อดีตผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เจตนาของผมอยากทำนโยบายที่รู้สึกว่าเข้าไปแล้วทำได้ อย่างน้อยผมสามารถทำให้คนที่อยู่ในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 500-800 หรือ 1,000 บาท ผมคิดว่าจับต้องได้ ฉะนั้นผมอยากทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในคาแรกเตอร์เน้นสิ่งที่คิดว่าเป็นไปได้จริง