ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดีดีอี ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เกี่ยวกับการจัดส่งดาวเทียมไทยคม7-ดาวเทียมไทยคม 8 ชี้ดาวเทียมที่ดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ไม่สามารถใช้อำนาจรัฐแก้ไขใบอนุญาตได้

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2568 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2564 ที่วินิจฉัยว่า ตามสัญญาสัมปทานกำหนดให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เดิม มีหน้าที่ส่งดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8 พร้อมดาวเทียมสำรอง รวม 4 ดวงขึ้นสู่วงโคจร

ในกรณีที่ดาวเทียมดวงหลักหรือดาวเทียมสำรองเสียหายก่อนสิ้นอายุการใช้งานและหรือไม่สามารถใช้งานได้ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เดิม ก็จะต้องส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรทดแทน เพื่อให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน

ศาล ให้เหตุผลว่า ดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8 บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เดิม จัดส่งขึ้นสู่ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม เป็นการดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2555 และเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2555

เป็นไปตามบทเฉพาะกาลมาตรา 80 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ที่กำหนดให้ผู้รับอนุญาตสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐหรือคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐมีสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตเดิมที่ได้ตกลงกัน และตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ของการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้น

ดังนั้น แม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแล จัดสรรการใช้วงโคจรดาวเทียมของประเทศไทยอยู่ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจตกลงเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานได้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการ มีคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์แห่งสัญญาแล้ว พิพากษายกคำร้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน