กกต. เผยแพร่เอกสารข้อมูล ประชามติ เพื่อให้ประชาชนศึกษาทำความเข้าใจ ชี้ เหตุผลความจำเป็น ข้อดี-ข้อเสีย ก่อนออกเสียงวันที่ 8 ก.พ.นี้
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่เอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มาตรา 14 มาตรา 16 และมาตรา 17 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 กำหนด เพื่อให้ประชาชน ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับชื่อเรื่องที่จะจัดทำประชามติ
เหตุผลความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการทำประชามติ สาระสำคัญ ขั้นตอน และระยะเวลาในการดำเนินกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ประมาณการค่าใช้จ่ายและที่มาของงบประมาณ ที่จะนำมาใช้จ่ายสำหรับกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ และประโยชน์ได้เสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ท้องถิ่น หรือประชาชน
รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ พร้อมสรุปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ซึ่งเอกสาร อยู่ระหว่างดำเนินการจัดส่งให้เจ้าบ้านทุกครัวเรือนด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเนื้อหารวม 30 หน้า โดยระบุเหตุผลความจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 ก.ย. 68 และมติของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค 68
และเพื่อให้สอดคล้องกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 68 ว่าจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ส่วนสาระสำคัญเรื่องที่ทำประชามติระบุว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 256 มิได้กำหนดให้อำนาจแก่รัฐสภา ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เมื่อรัฐสภาได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช โดยเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีวัตถุประสงค์ในการวางกลไก และกระบวนการสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยจึงอยู่ในความหมายของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อันเป็นเรื่องที่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา 256 (8) ยิ่งกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ)
เนื่องจากจะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชน ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 18/2568 อันมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 211 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ
ทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้คือ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่ง เพื่อสอบถามประชาชนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ก่อน แล้วจึงดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป
ส่วนผลของการออกเสียงประชามติถ้าเป็นกรณี”ไม่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”จะไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
ส่วนถ้า“เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผู้มีสิทธิเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก็จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนนำไปสู่การออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 การดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบและดำเนินการจัดทำประชามติครั้งที่ 3
ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่สามารถประมาณการได้ แต่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2560 ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งดำเนินการในปี พ.ศ.2557 ได้รับจัดสรรเป็นเงินจำนวน 112,464,600 บาท
สำหรับข้อดี ข้อเสียของการออกเสียงประชามติ ระบุว่า ข้อดี ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้ง จึงทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
กทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้ การแก้ไขเพิ่มเติมโดยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะทำให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่มีประเด็นปัญหา ไปในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์ และสอดคล้องกันทั้งฉบับ
ข้อเสีย คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา สามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจทำให้ สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ