“ อภิสิทธิ์”ลั่น อีก 20 วัน ประชาธิปัตย์อาจกลายเป็นพรรคแกนนำ บอกอยากจะกลับมาพิสูจน์สักครั้งว่า คนไม่กะล่อนจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้​ หลัง พระเตือนกะล่อนไม่เป็น

วันที่ 17 ม.ค.2569 นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า​ ถ้าพูดกันทางการเมืองปกติเรียกกันว่างานระดมทุน แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นการที่ทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเมืองที่สุจริต 2 ปีที่ผ่านมาตนใช้ชีวิตในสิ่งหรือในสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ตนรักหลงใหลผูกพันมาตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ประถมศึกษา ตนออกไปไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง​ หรือไม่สนใจบ้านเมือง แต่ออกไปเพราะสภาวะแวดล้อมทางการเมืองไม่เปิดทาง​ให้สามารถทำงานการเมืองตามความเชื่อตามอุดมการณ์ของตนได้​

“ 2 ปีนั้นผมเจอผู้คน ไม่ว่าจะที่ไหน ต้องเจอกับประโยคที่ได้ยินบ่อยมากอยู่ 2 ประโยค คือหนึ่งเสียดายพรรคนะ แม้จะสั้น​ แต่เจ็บปวด​ สำหรับคนที่อยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเวลานาน กับประโยคที่ 2 คุณปล่อยให้ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คุณอยู่เฉยได้อย่างไร และหากซักไซร้ไล่เรียง ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คือทนกับความเสื่อมของค่านิยมที่ปล่อยให้การโกงการทุจริตคอร์รัปชั่นระบาดไปทั่ว บ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองของเรา”นายอภิสิทธิ์​ กล่าว

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวว่า​ บุคคลซึ่งมีประวัติทำผิดคดีร้ายแรงก็สามารถที่จะลอยนวล หรือมีอำนาจในทางการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตนอายเวลาที่มีแขกต่างประเทศ​ แม้แต่ทูตานุทูตถามตนเรื่องนี้ว่าประเทศไทย การเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ แต่ก็มีเช่นเดียวกันที่มาบอกกับตนว่า อย่ากลับเลยการเมือง มีพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านถามตนว่าเลิกแล้วใช่ไหม เลิกการเมืองดีแล้ว​ ตนจึงถามว่าดีอย่างไร ท่านบอกคนอย่างคุณกะล่อนไม่เป็น ไม่ควรไปเป็นนักการเมือง​ และหากใครรู้จักตนชอบเถียงคน ตนไม่เถียงพระ​ แต่เถียงในใจ​ และวันที่ตัดสินใจกลับมา​ อยากจะกลับมาพิสูจน์สักครั้งว่า คนไม่กะล่อนนี่แหละจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้​

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวอีกว่า​ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรคของเรา​ เมื่อ 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา ตนจึงต้องครุ่นคิด​อยู่พอสมควร เรามีโอกาสไม่ใช่การกู้พรรค​ แต่ต้องทำให้พรรคสามารถกลับมาช่วยกอบกู้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่คำพูดที่ว่าเสียดายพรรค ตนได้ยินไม่ใช่จากคนที่อยู่ในพรรค ได้ยินแม้แต่คนที่อยู่ต่างพรรค​ หรือคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามพรรค ทำให้คิดว่าทำไมต้องเสียดายพรรคที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาจึงตกผลึกว่าเป็นเพราะพรรคการเมืองนี้ไม่เหมือนพรรคอื่น ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะให้นายอภิสิทธิ์ไปเป็นใหญ่เป็นโต พรรคนี้เป็นสถาบันทางการเมือง​ ที่มีความคิดความอ่านในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมือง​ ที่ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ หรือผลเฉพาะหน้าการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ต้องสามารถส่งต่อความคิด พลังของการต่อสู้ในสิ่งที่เชื่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ ซึ่งโจทย์ข้อนี้ถือว่ายากแล้ว พรรคเป็นสถาบันเมื่อตนกลับมาจะนะสิ่งเหล่านี้คืนมาได้อย่างไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้​ คือการเอาประวัติการทำงานทางการเมืองของผม ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ​ รักและไม่รัก เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ แต่มั่นใจว่าอย่างน้อย​ ทุกคนยอมรับว่า 30 ปีในทางการเมือง​ เรื่องความซื่อสัตย์​ สุจริตและสัจจะ​ ไม่ต้องตั้งคำถามกับผมแล้ว สิ่งนี้คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์​ได้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2489 ผมรู้การยืนยันสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอ โลกเปลี่ยนไปมากนับจากวันที่ผมออกไปการเมือง ผมกลับมาเอาพรรคประชาธิปัตย์กลับไปอยู่จุดเดิม​ จึงรู้ว่าถ้าจะกลับมาต้องเปลี่ยนแปลงพรรคซึ่งยากมาก​ อย่างน้อยสิ่งที่ผมต้องผ่านคือการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคโดยกลุ่มคน ซึ่งไม่ใช่คนที่ทำงานกับผมแล้วในยุคหลัง หรือเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ผมตัดสินใจออกจากพรรคไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า คนมองประชาธิปัตย์ทุกยุคทุกสมัย เมื่อก่อนไปชวนใครเข้ามา คิวมันยาวเหลือเกิน ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้มีโอกาสทำงานบริหารพรรค แต่ไม่น่าเชื่อจะด้วยตวามเป็นสถาบันหรืออย่างไร​ เมื่อสส.หรืออดีตสส. บอกกับตนว่า อยากจะให้ตนกลับมาดูแลพรรค แม้แต่คนที่เตรียมจะย้ายพรรค บอกเดี๋ยวอยู่ต่อให้เลือกเสร็จ​ แล้วเดี๋ยวไปนะตกลงกับเขาไว้แล้ว​ แต่ก็ไม่เป็นไร บุคลากรที่ท่านเห็นในวีดีทัศน์ซึ่งมีผู้อาวุโสมากมายยังมีไฟในการทำงาน ก็บอกว่าเปิดทางเถอะ เปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่​ ครั้งนี้ประชาธิปัตย์จึงเป็นบ้านหลังเดิม แต่ผู้บริหารหลายคนเพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์รักษาอุดมการณ์เดิมแต่เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปด้วยกันเอามุมมองของคนอีกกลุ่ม​ อีกรุ่นเข้ามา แล้วนายกฯก็ช่วยตน ยุบสภาฯก่อนกำหนด ทำให้การเปลี่ยนแปลงต้องเร็วขึ้นไปอีก ที่สำคัญก็คือยุบสภาฯในขณะที่คนบอก แล้วคุณจะเหลืออะไร สส.ก็แทบไม่เหลือ เงินก็แทบไม่เหลือ จนกระทั่งท่านทั้งหลายซื้อตั๋วกันในวันนี้

“จาก3 เดือนเดินมาถึงจุดนี้มีความอดใจระดับหนึ่ง​ ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว เริ่มมีคนบอกว่าไม่ใช่พรรคเล็กแล้ว มีคนเริ่มพูดว่าเป็นพรรคตัวแปร กลัวอย่างเดียวอีก 20 วันกลายเป็นพรรคแกนนำเดี๋ยวเตรียมตัวไม่ทัน​” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดลั้น

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวอีกว่า​ ตนทราบว่าช่วงการหาเสียง คนบอกว่าจำไม่ได้นโยบายไหนของพรรคไหน​ หรือหลายคนบอกนักการเมืองก็เหมือนๆกัน แต่ตนยืนยันว่าอยู่บ้านหลังนี้ อยู่บ้านสีฟ้ามา เราไม่เหมือน ทั้งแคนดิเดตนายก​รัฐมนตรี​ กรรมการบริหารพรรค​ และผู้สมัครทุกคน ตนบอกได้เลยว่ามีส่วนร่วมกับการที่จะทำงานต่อไปในปฏิบัติการไทยหายจน​ เพราะเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตย คนในพรรคมีส่วนร่วม เถียงกับตนได้ตลอด​ แต่ชนะหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง และเจ้านายคือประชาชน​ ไม่มีใครมาสั่ง ให้ยึดประโยชน์อื่น​ ที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราทำ​ เราเดินหน้าเต็มที่​ วันนี้จึงภูมิใจได้ว่า ท่านคือผู้ที่ร่วมกับเราที่จะสร้างการเมืองที่สุจริต และชีวิตของคนไทยที่มั่นคง สำหรับคนไทยทุกคน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน