เปิดเบื้องหลัง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ลุยตรวจสอบ นักการเมืองดัง คดีซุกหุ้น-ฮั้วประมูล ครั้งมโหฬาร ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทย
การหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี ของ นักการเมืองดัง ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงการตรวจสอบที่เข้มข้นของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ในขณะนั้น
เบื้องหลังความสำเร็จในการ “สอย” รัฐมนตรีดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
แต่มาจากการกัดไม่ปล่อยและการสืบสวนหาหลักฐานอย่างละเอียด ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติในขณะนั้น ที่ทำงานสอดประสานกับ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล จากพรรคก้าวไกล จนนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการ “ซุกหุ้น” และ “ฮั้วประมูล” ครั้งมโหฬาร
ย้อนที่มาที่ไปหตุการณ์ของตีแผ่คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้นักการเมืองดังกล่าว ต้องพ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรี ได้ดังนี้ :
เปิดปฏิบัติการ ชำแหละนิติกรรมอำพราง
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่อภิปรายในสภาฯ แต่สวมบทบาท “นักสืบ” เป็นผู้แสวงหาและรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมซุกหุ้นของ หจก. แห่งหนึ่งของนักการเมืองดัง ด้วยตนเอง ก่อนจะนำข้อมูลดังกล่าวไปประสานกับพรรคก้าวไกลเพื่อร่วมกันตีแผ่
พ.ต.อ.ทวี ได้นำเสนอหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า การโอนหุ้นของนักการเมืองดังให้กับ ลูกจ้างในบริษัท ที่มีนักการเมืองดังเป็นกรรมการบริษัท เป็นเพียงการทำนิติกรรมอำพราง โดยพบพิรุธหลายประการ เช่น
-ไม่มีหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นจริง
-ผู้รับโอนหุ้นเเป็นเพียงลูกจ้างกินเงินเดือนหลักพัน แต่กลับมีเงินมาซื้อหุ้นมูลค่ากว่า 119 ล้านบาท
-ที่ตั้งของ หจก.ดังกล่าว ใช้บ้านพักของนักการเมืองดังเป็นที่ทำการ
งัด ม.144 รัฐธรรมนูญปราบโกง : “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ในงบประมาณ
จุดตายสำคัญที่ พ.ต.อ.ทวี หยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ใช่แค่เรื่องการถือหุ้น แต่คือการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ซึ่งว่าด้วยการห้าม ส.ส. และกรรมาธิการ มีส่วนได้เสียในการใช้งบประมาณแผ่นดิน
ชี้เป้า “คนพิจารณางบฯ = คนรับงาน” : พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองดัง ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 และร่วมโหวตรับงบประมาณ ซึ่งในขณะนั้น หจก. ดังกล่าว(ที่ศาลวินิจฉัยว่านักการเมืองดังยังเป็นเจ้าของที่แท้จริง) ได้รับงานประมูลจากกระทรวงคมนาคม
แฉมูลค่าความเสียหาย 4,000 ล้านบาท : ข้อมูลจากการอภิปรายระบุว่า มีการใช้งบประมาณผ่านโครงการต่างๆ กว่า 372 สัญญา โดยเป็นสัญญาของ หจก.นั้น ประมาณ 38 สัญญา มูลค่า 600 ล้านบาท และสัญญาอื่นกับกลุ่มบริษัทที่บริจาคเงินให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง รวมแล้วกว่า 300 สัญญา คิดเป็นเงินสูงถึงประมาณ 4,000 ล้านบาท
ข้อเรียกร้องให้คืนเงินแผ่นดิน : พ.ต.อ.ทวี และแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน ไม่ได้ต้องการเพียงให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้เรียกเงินคืนแผ่นดินจำนวนกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย สาเหตุเนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์และทำให้รัฐเสียหาย
หลักฐานเด็ด “ฮั้วประมูล” และงบฯ กระจุกตัว
ในเอกสารอภิปรายของ พ.ต.อ.ทวี ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ
งบลงจังหวัดที่นักการเมืองเกี่ยวข้องพุ่งพรวด : มีการจัดสรรงบประมาณกระทรวงคมนาคมลงพื้นที่ท่เกี่ยวข้องนักการเมือง สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น โดยในปี 2564-2566 งบประมาณพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แซงหน้าจังหวัดใหญ่ๆ
ชนะประมูลแบบ “เฉียดฉิว” : พบพิรุธในการประมูลงาน e-Bidding ของกรมทางหลวงชนบท โดย หจก.ดังกล่าว ชนะการประมูลด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย (หลักหมื่นบาท หรือคิดเป็น 0.03% – 0.09%) ซึ่งส่อเจตนาฮั้วประมูลอย่างชัดเจน
มุ่งมั่นสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการเมืองไทย
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แกนนำพรรคประชาชาติ ได้กล่าวไว้ในระหว่างการยื่นคำร้องว่า “อยากสร้างบรรทัดฐานให้สังคมว่า คนที่มีตำแหน่งทุกตำแหน่งต้องมีความรับผิดชอบ ถ้าบ้านเมืองขาดความรับผิดชอบในตำแหน่งหนึ่ง จะทำให้เกิดการวิบัติได้”
ผลลัพธ์จากการทำงานหนักของ พ.ต.อ.ทวี และพรรคร่วมฝ่ายค้านในครั้งนั้น ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นักการเมืองดังมีความผิดจริง ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีและห้ามดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 2 ปี
นับเป็นการปิดฉากคดี “ซุกหุ้น” ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นผลการตรวจสอบของ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ในฐานะนักการเมืองที่เดินหน้าสร้างการเมืองไทยให้ปลอดพ้นทุจริต
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์