พรรคพลวัต ดัน ’30 บาทพลัส’ ช่วยสังคมสูงวัย พร้อมเร่งแก้ปากท้องคนตัวเล็ก

ปัญหาปากท้องของประชาชนควบคู่กับความท้าทายด้านสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ส่งผลให้พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันนำเสนอนโยบายเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคม

หนึ่งในนั้นคือพรรคพลวัต ที่ชูแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อมเสนอทางออกทั้งการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ และการต่อยอดระบบสาธารณสุขผ่านนโยบาย “30 บาทพลัส” เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุ ได้อย่างน่าสนใจ

นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรคพลวัต เปิดเผยในรายการเกาะติดเลือกตั้ง ’69 ทางช่อง NBT ว่า เศรษฐกิจประเทศไทยในระดับปากท้องของประชาชนกำลังประสบปัญหาใหญ่สองประการ คือ คนตัวเล็กถูกกลืนโดยคนตัวใหญ่ และแพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาดูดผลประโยชน์โดยไม่มีความเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วแต่ยังความพร้อมในการรับมือเรื่องนี้

แก้ปัญหาคนตัวเล็กแข่งขันไม่ได้

นายสรยุทธ ชี้ว่า ปัญหาหลักของเศรษฐกิจฐานรากในปัจจุบัน คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้ง Modern Trade และ Convenience Store ที่เข้ามาครอบครองพื้นที่ทางการค้า จนผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ส่งผลให้ร้านเล็ก ร้านชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทยอยหายไป

พรรคพลวัตจึงมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งด้านต้นทุน การเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อให้สามารถยืนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกกลืนหายไปกับกระแสทุนใหญ่

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างประเทศที่เข้ามามีบทบาทในตลาดไทยมากขึ้น กลับทำให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศ อีกทั้งยังมีประเด็นความไม่เป็นธรรมในการกำหนดเงื่อนไขทางการค้า ทั้งค่า GP โครงสร้างค่าธรรมเนียม และสิทธิประโยชน์ของแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม

พรรคพลวัตจึงเสนอให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มท้องถิ่นหรือ Local Platform เพื่อสร้างทางเลือกให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด และสร้างความสมดุลระหว่างทุนใหญ่ แพลตฟอร์ม และคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ

30 บาทพลัส สู้สังคมสูงวัย

ประเด็นที่สองที่พรรคพลวัตให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือกลุ่มคนในสังคมสูงวัย นายสรยุทธ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เตรียมความพร้อมเรื่องนี้ดีพอ ซึ่งจะทำให้เกิดสังคม Aging Society อย่างรุนแรง และในอีก 5 ปีต่อจากนี้คาดว่าประเทศไทยจะมีคนที่อายุเกิน 65 ปีมากกว่า 20% ของประชากร

คำถามสำคัญคือพวกเขาจะอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร เมื่อนโยบายในอดีตอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคกำลังล้มละลาย พรรคพลวัตจึงต้องการต่อยอดเพื่อให้ระบบนี้อยู่รอดได้และดีมากขึ้นกว่าเดิม

ทางพรรคพลวัตจึงนำเสนอนโยบาย 30 บาทพลัส’ หรือ ’30 บาทพรีเมียม’ โดยต้องการให้คนที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินถึงขนาดดูแลตัวเองไม่ได้เลย สามารถ Subsidize ค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ ด้วยการทำ Co-payment คือยอมจ่ายเงินเพิ่ม เช่น 800 บาท หรือ 1,000 บาท แลกกับการไม่ต้องต่อคิวเพื่อรับการรักษา แล้วเอาเงินจากกองทุนตรงนี้ไปสนับสนุนให้กับระบบ 30 บาทพื้นฐาน

หลังจากนั้นจึงมีการเสนอให้ร่วมมือกับบริษัทประกัน ในการเข้าถึงโรครักษายากที่ไม่ได้อยู่ในการคุ้มครอง แต่สามารถจ่ายเพิ่มได้ตามความเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสุขภาพชุมชนที่เน้นดูแลคนตั้งแต่ยังไม่ป่วย เพื่อให้คนไม่ป่วยและแก่เร็วเกินไป เหมือนกับ Wellness Center ของผู้สูงอายุที่จะช่วยให้เกิดสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพมากขึ้น

และที่สำคัญที่สุด เนื่องจากประเทศไทยขาดแคลนประชากร หลังจากเกษียณแล้วควรให้ Incentive กับบริษัทในการทำนโยบายต่างๆ ให้รองรับกับคนที่เกษียณแล้วแต่ยังสามารถทำงานต่อไปได้ถ้าบริษัทยังจ้างอยู่ หรือมีการสร้างงานใหม่ๆ ที่ไม่ตรงกับงานเดิม ให้ผู้สูงอายุมีทางเลือกมากขึ้น สามารถอยู่รอดได้อย่างปลอดภัยหลังจากเกษียณ

“พรรคพลวัตมีความมุ่งมั่นที่จะเอาคนดีๆ มาทำงานให้บ้านเมือง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมือง วันนี้เราต้องการที่จะดึงคนที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยบ้านเมือง เพื่อให้นโยบายเหล่านี้เกิดผลจริง” นายสรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน