พีระพันธุ์ ฟาด กกต. สองมาตรฐาน เรียกสอบเงิน 2 พัน แต่เมินเงินสดปริศนา 450 ล้านบาท ชี้เข้าข่ายผิดปกติ เสี่ยงละเว้นปฏิบัติหน้าที่
เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกสอบ นายซีเค เจิง คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง พาดพิงการซื้อเสียงมูลค่า 2,000 บาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานการทำงานของ กกต. เมื่อเทียบกับการเบิกถอนเงินสดผิดปกติสูงถึง 450 ล้านบาทในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ
โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่า พบการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ในลักษณะผิดปกติ รวมกันสูงถึง 450 ล้านบาท มีทั้งธนบัตรใบละ 100 บาท และ 1,000 บาท ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
“ผมอยู่การเมืองมากว่า 30 ปี ไม่เคยเห็นกรณีแบบนี้ ต่อให้ไม่มีการเลือกตั้ง การเบิกเงินสดขนาดนี้ก็ถือว่าไม่ปกติแล้ว แต่นี่เป็นช่วงเลือกตั้ง เงินสด 450 ล้านบาทเอาไปไหน ไปทำอะไร เรื่องแบบนี้สืบสวนสอบสวนไม่ยาก เพราะเป็นธนาคารพาณิชย์ และผู้ว่า ธปท. เป็นคนพูดเอง” นายพีระพันธุ์ กล่าว
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เหตุใด กกต. จึงเลือกสอบสวนกรณีเงิน 2,000 บาท แต่กลับไม่ตรวจสอบกรณีเงินสด 450 ล้านบาท โดยอ้างว่าไม่มี MOU กับธปท. ทั้งที่อำนาจหน้าที่ของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากมีพฤติการณ์น่าสงสัยที่อาจกระทบต่อความบริสุทธิ์ ยุติธรรมของการเลือกตั้ง กกต. มีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวน และสำนักงาน กกต. ต้องสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว
หากละเลย อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พร้อมย้ำว่า ในอดีตตนเคยเตือน กกต. บางชุดเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ฟัง กระทั่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกในภายหลัง
นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า มีประชาชนจำนวนมากสอบถามถึงกรณีนายซีเค ว่ามีความผิดหรือไม่ ซึ่งตนเห็นว่าต้องพิจารณาจากกระบวนการสอบสวนและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับกรณีเงินสด 450 ล้านบาท ซึ่งมีพยานบุคคลสำคัญ คือผู้ว่า ธปท. กลับไม่มีการสอบสวน ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยต่อสังคม ว่า กกต. กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและเป็นอิสระหรือไม่
นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า เหตุผลที่ออกมาแสดงความเห็นครั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของทั้ง 2 กรณี ถือเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ หรืออาจเชื่อมโยงถึงผู้มีอำนาจบางกลุ่มหรือไม่ จึงขอเรียกร้องให้ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา เตามกฎหมาย และรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง