อนุทิน วางหลักตั้ง ครม.ใหม่ รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องไร้มลทิน ไม่ขัดผลประโยชน์ชาติ ไม่คิดทรยศ ประพฤติตนขัดแย้ง หลังศาล รธน. วางบรรทัดฐานผ่านคดี “ภูมิธรรม-ทวี”
เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ อนุทิน 2 จะต้อง “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย”
สำหรับคำว่า “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย” นายอนุทินจะยึดคำวินิจฉัยคดี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม แทรกแซงการเลือกตั้ง สว. โดยศาลได้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสอง ไม่สิ้นสุด แต่ได้นำมาเป็นกรอบ และหลักการในการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 45 เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา
โดย ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักการสำคัญในมาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”
มีสาระสำคัญว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”นั้น คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง
คำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) นี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (Integrity)
ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ย่อมหมายความว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐาน หรือ “ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ
แต่ไม่ถึงกับต้องแสดงให้ปรากฏว่าบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอย่างชัดเจน เพียงไม่ประพฤติตนให้ “ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน”
ความประจักษ์ในที่นี้จึงหมายถึง ไม่มีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบหรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม