สาทิตย์ แจงคดี “สส.ตรัง” ถูกหมายเรียกปมภาษี เหตุธุรกิจขาดทุน โดนฟ้องล้มละลาย ยันไม่มีเจตนาเบี้ยว ชี้เป็นคดีแพ่ง ไม่กระทบหน้าที่ สส.

ภายหลังรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ระบุว่ากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ออกหมายเรียก นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้เข้าไปรับทราบข้อหากรณีมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษี

วันที่ 10 มี.ค. 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า กรณีที่เป็นข่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ในข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 9 มี.ค. มีเจ้าหน้าที่ของรายการโทรมาสอบถามตนว่าทราบเรื่องหรือไม่ ซึ่งตนตอบว่าไม่ทราบ ทางรายการก็ยังพยายามสอบถาม ตนตอบกลับไปว่าต้องคุยกับนายกฤตย์อิชย์ก่อน

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบของตนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 มี.ค. ทราบว่าเรื่องที่ตำรวจออกหมายเรียกเป็นเรื่องจริง แต่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจครอบครัวของนายกฤตย์อิชย์ โดยเหตุเกิดเมื่อปี 2559 – 2562 เนื่องจากครอบครัวของนายกฤตย์อิชย์มีห้างหุ้นส่วนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2530 ทำรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นของญาติ

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ต่อมาพ่อของนายกฤตย์อิชย์รับดูแลห้างหุ้นส่วนดูแล กระทั่งเสียชีวิต ทำให้กิจการดังกล่าวตกทอดมาถึงบุตรและภรรยา แต่เมื่อทำได้สักระยะเกิดสภาพขาดทุน ประกอบกับถูกกลั่นแกล้งงานด้านรับเหมาก่อสร้าง จึงทำให้เกิดสภาพขาดทุน และไม่มีเงินชำระภาษี

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นพี่ชายของนายกฤตย์อิชย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.พรรคภูมิใจไทย ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และเกิดสภาพคล้ายการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ทำให้แม่ของนายกฤชย์อิชย์พยายามจะสู้ แต่ไม่มีเงิน ทำให้เกิดสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว ทรัพย์สินที่มีขายออกไปหมด จนกระทั่งถูกญาติฟ้องล้มละลาย แต่ในที่สุดสามารถเคลียร์กันได้เพราะความเป็นพี่น้อง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องคดีตลอดมา นายกฤชย์อิชย์ไม่มีเจตนาหลบหนี เพียงแต่ไม่มีเงินจ่าย ซึ่งตนทราบมาว่า ต้นเงินประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านมาหลายปี ทำให้โดนเบี้ยปรับและดอกเบี้ย รวมเป็น 7.4 ล้านบาท

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ทางบ้านของนายกฤชย์อิชย์ที่ตนพูดคุยด้วยบอกว่า นายกฤตย์อิชย์ถูกหมายเรียกเมื่อ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา นายกฤตย์อิชย์ได้ไปพบและพูดคุยกับตำรวจ โดยมีข้อเสนอแนะว่าให้ไปเคลียร์กับกรมสรรพากร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพูดคุย และระหว่างการพูดคุยที่ไม่จบ ตนทราบมาว่ามีคนส่งข้อมูลให้กับรายการเจาะลึกทั่วไทย

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า แปลกที่ส่งข้อมูลในจังหวะที่นายกฤตย์อิชย์ได้เป็นสส. ทั้งที่มีการเจรจากันมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่มีเงินไปชำระ ทั้งนี้ ทราบว่าจะมีหมายเรียกอีกครั้ง ในช่วง 17-18 มี.ค. อีกครั้ง ซึ่งนายกฤชย์อิชย์พร้อมไปพบตำรวจ

“โดยปกติคดีเกี่ยวกับภาษีมีการเจรจากันโดยตลอด ผมเข้าใจว่านอกจากคดีเลี่ยงภาษีแล้วจะมีคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ทั้งหมดเกิดจากธุรกิจที่มีปัญหา ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องประจวบเหมาะที่มีมือดีส่งไปให้รายการและตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทันทีลงเลขคดีเลย เหมือนกันเตรียมพร้อมเอาไว้”

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ทางพรรคได้พูดคุยกับฝ่ายกฎหมายแล้ว จะสนับสนุนให้คำปรึกษากับนายกฤตย์อิชย์อย่างเต็มที่ เพราะดูแล้วเรื่องนี้มีประเด็นข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดมาเกือบ 10 ปี แต่พอได้เป็น สส. กลับถูกหยิบยกขึ้นมา ตนไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ เพราะมาช่วงเวลาเหมาะพอดีที่พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไปเป็นฝ่ายค้าน

นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ตนได้คุยกับนายกฤตย์อิชย์แล้ว ได้สอบถามว่าจะทำอย่างไร นายกฤตย์อิชย์ระบุว่าได้ปรึกษากับกรมสรรพากร เมื่อถึงขั้นนี้คงต้องหายืมเงินมาชำระก่อน ซึ่งมีญาติพี่น้องบางส่วนและเพื่อนๆ ช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อนำไปจ่ายกรมสรรพากรก่อน

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ทางพรรคได้แจ้งให้เตรียมข้อเท็จจริงไปต่อสู้คดี เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่มีเจตนาหลบเลี่ยงทั้งที่มีกำไร แต่เป็นเพราะธุรกิจขาดทุนและสภาพครอบครัวมีหนี้สินล้นพ้นตัว ถือเป็นเรื่องน่าเห็นใจ

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ตนทราบว่า นายกฤตย์อิชย์คุยกับกรมสรรพากรในส่วนของเงินที่ค้างอยู่ และญาติของนายกฤตย์อิชย์พยายามช่วยเหลือ แต่มีบางฝ่ายที่เห็นทางการเมืองไม่ตรงกันไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถามนายกฤตย์อิชย์แล้วมีเจตนาจ่ายเงิน โดยไปหาเงินพร้อมกับเจรจากับกรมสรรพากร เพราะที่ผ่านมาไม่มีเงิน แม้มาเป็น สส. ยังไม่ได้รับเงินเดือนสักบาท จึงต้องพยายามเจรจา

เมื่อถามว่าช่วยคัดเลือกนายกฤตย์อิชย์ลงสมัคร สส. พรรคทราบข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน และไม่ใช่ธุรกิจสีเทา ในตอนนั้นตนและคนในพรรคไม่มีใครรู้เรื่องดังกล่าว และตอนที่นายกฤตย์อิชย์มาสมัครได้ตรวจสอบแล้ว แต่ไม่พบประเด็นที่ทำให้ขาดคุณสมบัติของการลงสมัครรับเลือกตั้ง

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นเรื่องที่โดนกล่าวหาเป็นคดีเพ่งที่สามารถเจรจาได้ ถ้าเป็นคดีอาญาต้องต่อสู้คดีในศาลต่อไป ซึ่งไม่ได้กระทบต่อการทำหน้าที่สส. ส่วนจะกระทบต่อพรรคหรือไม่ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องที่คนๆ หนึ่งทำธุรกิจขาดทุนอาจมีปัญหาได้ จึงคิดว่าไม่มีปัญหากับพรรคฯ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน