ศบก. เสียใจ เร่งประสานนำร่างคนไทย กลับจากอิสราเอล กางสิทธิประโยชน์ทายาทรับทั้งในประเทศ-อิราเอล ย้ำแรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังใจดี เตือนซ้ำอพยพจากพื้นที่เสี่ยงอันตราย เผย ‘สีหศักดิ์’ คุยทูตอิหร่าน ประสานเร่งช่วย 3 ลูกเรือไทย
เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 20 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังมีความรุนแรงและขยายวงจากเป้าหมายทางทหารมาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อเนื่อง
โดยโจมตีเขตนิคมอุตสาหกรรมกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีระดับต้นของโลก ทำให้เสียหายเป็นวงกว้าง จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อพลังงานเป็นวงกว้าง และจะกระทบกับเศรษฐกิจโลก
โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮาร์ ได้ติดต่อแรงงานไทย 35 คน ที่อยู่ในพื้นที่ รับทราบว่าทุกคนปลอดภัย มีขวัญกำลังใจดี และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ และขอให้ผู้ที่อยู่พื้นที่ตะวันออกกลางให้ติดตามช่องทางทางการเพื่อติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย
“กระทรวงการต่างประเทศ ขอย้ำให้คนไทย พิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนและติดตามข่าวสารช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด และลงทะเบียนติดต่อกลับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่”
นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะที่การอพยพคนไทยในอิหร่าน และตุรกี ทางอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน อยู่ระหว่างการประสานอพยพแรงงานไทยอีก 4 คน จากเมืองบันดาอับบาส และนักศึกษาอีก 6 จากเมืองกุม เดินทางทางบกเพื่อข้ามไปตุรกี ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง และขึ้นเครื่องเดินทางกลับประเทศไทย
นายปาณิดล กล่าววา สำหรับการช่วยเหลือลูกเรือไทย เรือมยุรีนารี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้โทรศัพท์หารือกับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อย้ำเรื่องการช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน โดยขอให้กองทัพเรืออิหร่านสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและอนุญาตให้เรือผ่านไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนั้นได้ย้ำท่าทีของไทยต่อสถานการณ์โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับสู่การเจรจา และใช้การทูตในการพูดคุยกับประเทศคู่ขัดแย้งที่เกี่ยวข้องให้ยุติการโจมตีอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ คนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางกลับประเทศไทยและประเทศที่สาม จำนวน 1,209 คน โดยรัฐบาลยืนยันยืนยันที่จะเชื่อคนไทยในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่สู้รบ ให้ออกจากพื้นที่ด้วยความปลอดภัย
นายปาณิดล กล่าวว่า ความคืบหน้าในการช่วยเหลือครอบครัวแรงงานไทยในอิสราเอล ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิด ทางอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ติดต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงานกับทางการอิสราเอล เพื่อดำเนินการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด
ขณะที่กรมการกงสุล โดยสำนักงานหนังสือเดินทางจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับกระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมญาติ เพื่อแจ้งการติดตามเงินชดเชยและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องจากทางการอิสราเอล
นอกจากนั้นผู้ช่วยทูตแรงงานได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมพี่น้องแรงงานไทยในอิสราเอล และพูดคุยระบบทางไกล เพื่อสะท้อนความเป็นอยู่และความต้องการของแรงงานไทย ขณะนี้แรงงานไทยยังมีกำลังใจที่ดี โดยขอให้แรงงานติดตามประกาศเตือนของสถานเอกอัครราชทูตไทย
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดและโฆษกกระทรวงแรงงาน แถลงว่า กระทรวงแรงงานแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวแรงงานไทย ชาวจ.ชัยภูมิ ที่เสียชีวิตที่อิสราเอล จากสถานการณ์สู้รบ เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้หน่วยงานนิติเวชของอิสราเอล อยู่ระหว่างชันสูตรศพและส่งร่างผู้เสียชีวิตคืนครอบครัว ผ่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ
ขณะที่แรงงานจังหวัดได้ลงพื้นที่พบครอบครัวผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งสิทธิครอบครัวให้รับทราบและอำนวยความสะดวกด้านเอกสารในการส่งร่างกลับประเทศไทยตามขั้นตอน
นายสันติ กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ที่ทายาทจะได้รับในการช่วยเหลือเยียวยา ตามที่ได้รับรายงานจากฝ่ายแรงงานผู้ดสียชีวิตเป็นแรงงานที่แจ้งการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ผ่านโครงการจัดหางานเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568
ดังนั้น สิทธิประโยชน์ที่ทายาทจะได้รับ มีทั้งในประเทศไทยและจากสถาบันประกันภัยแห่งชาติจากรัฐอิสราเอล โดยสิทธิประโยชน์ในประเทศไทย จากการเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อหาคนทำงานในต่างประเทศ ทายาทมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ในกรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ ที่เกิดจากภาวะสงคราม 40,000 บาท
และกองทุนประกันสังคม ที่มีเงินสะสมชราภาพรวม 71,459 บาท และสิทธิประโยชน์จากสถาบันประกันภัยแห่งชาติของอิสราเอล ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์ เงินชดเชยรายเดือน เงินช่วยเหลือประจำปี และเงินช่วยเหลืออื่น เช่น เงินช่วยเหลือทางด้านจิตวิทยา ส่วนจำนวนเงินที่จะได้รับนั้นทางอิราเอลจะพิจารณาชดเชยต่อไป
นายสันติ กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน สั่งการให้ทูตแรงงานในอิสราเอล ดูแลและกำชับแรงงานไทย ที่ทำงานในอิสราเอล และในภูมิภาคตะวันออกกลาง รับทราบเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ เมื่อมีสัญญาณเตือนภัย ให้อยู่ในเขตปลอดภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด
มอบให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ทั่วภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ไปสื่อสารกับญาติของแรงงานในประเทศไทย เพื่อแจ้งให้แรงงานที่ไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย เมื่อได้ยินสัญญาณเตือนภัย เช่นให้อยู่ในห้องหลบภายในอาคาร และออกจากที่โรคภัยเมื่อได้รับสัญญาณยืนยันว่าปลอดภัย และห้ามออกมาบันทึกภาพหรือวิดีโอ ในช่วงที่มีสัญญาณเตือนภัย
พร้อมกับโหลดหรืออัพเดทแอปพลิเคชั่นของกระทรวงแรงงาน เพื่อสื่อสารซึ่งกันและกัน รวมถึงให้ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประสานการงานในการอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทย อย่างใกล้ชิด