กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ ชงฉีก MOU 43 ด้วยเหตุผล 6 ข้อ ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง-ขัดรธน.ไทย ผ่านมา 26 ปี ข้อพิพาทดินแดนไม่คืบหน้า คาดส่งมติเข้าที่ประชุมวุฒิสภา เม.ย.นี้
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงว่า ที่ว่าประชุมกมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากเคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค. 2568
หลังจากประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ พบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง
นายนพดลกล่าวว่า กมธ. เห็นว่าแม้ไม่มี ยกเลิก MOU 2543 แต่ประเทศไทยยังคงมีเจตจำนงค์ ที่แน่วแน่ในการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวรกับกัมพูชาโดยสันติต่อไป มีเหตุผลสำคัญ 6 ประการในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่
1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไก คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่
2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีต มีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ. 1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้น แผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า
4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น
5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน
6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุและสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้
นายนพดล กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น กมธ.เห็นว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย
โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชา ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทั้งนี้ หลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ
“กมธ.ได้เสนอแนะว่า หากจะจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผา เป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ”นายนพดล กล่าว
นายนพดล กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไป จะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ. ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป คาดว่าจะเสนอมติ กมธ.เข้าที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือน เม.ย.นี้