รัดเกล้า เผย 44% ผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกเคยถูกคุกคามทางเพศ แนะใช้เทคโนโลยีเป็นทางออก “ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง” ย้ำรัฐสภาไทยต้องเป็น พื้นที่ทรงเกียรติและปลอดภัยที่แท้จริง

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ด้านความเท่าเทียมและความยั่งยืน เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมเวทีเสวนา “รัฐสภาปลอดการคุกคามทางเพศ” ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา

จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถานทูตอังกฤษ สถานทูตแคนาดา มูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD) และคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจาก Inter-Parliamentary Union ระบุว่า ผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกถึง 44% เคยเผชิญการคุกคามทางเพศ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ทั้งนี้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ดำเนินโครงการ “Black Box” เพื่อรวบรวมข้อมูลการคุกคามทางเพศในพื้นที่รัฐสภา โดยในระยะเวลา 72 วัน มีผู้ร่วมให้ข้อมูลจำนวน 775 ความเห็น ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 16.25% ที่ไม่ประสงค์เปิดเผยข้อมูล สะท้อนถึงการมีอยู่ของ “วัฒนธรรมความเงียบ” ที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหา

“การที่ผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าร้องเรียน ไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่เพราะระบบยังไม่ปลอดภัยพอให้พูด ทั้งความกังวลเรื่องผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องกลับ” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันรัฐสภาไทยยังไม่มีกลไก whistleblower ที่เป็นระบบเฉพาะและชัดเจน ตามมาตรฐานสากล แม้ในทางปฏิบัติจะมีช่องทางร้องเรียน เช่น การร้องผ่านฝ่ายบุคคล คณะกรรมการจริยธรรม หรือการใช้กฎหมายทั่วไป อย่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 แต่ยังไม่ถือเป็นระบบ whistleblower ที่ครบองค์ประกอบ

ยังมีช่องว่างสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.ความไม่เป็นอิสระของกลไกรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งหลายกรณียังอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกับผู้มีอำนาจ ทำให้ผู้ร้องไม่มั่นใจในความปลอดภัย 2.การขาดระบบรับเรื่องแบบไม่เปิดเผยตัวตนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากเลือกที่จะไม่รายงาน

และ3.การขาดมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่ชัดเจน โดยเฉพาะการป้องกันการตอบโต้ เช่น การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน หรือการตัดโอกาสความก้าวหน้า

ทั้งนี้ มาตรฐานสากลจาก OECD ระบุว่า ระบบ whistleblower ที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วยช่องทางร้องเรียนที่เป็นอิสระ การไม่เปิดเผยตัวตนของผู้แจ้งเบาะแส การคุ้มครองทางกฎหมาย และการติดตามผลอย่างโปร่งใส ซึ่งในหลายประเทศ รัฐสภาเองได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านนี้โดยตรง

“เรามีช่องทางร้องเรียน แต่เรายังไม่มีระบบ whistleblower ที่ทำให้คนกล้าพูดโดยไม่ต้องกลัว นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ เพราะถ้าคนยังไม่รู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูด ความจริงก็จะยังอยู่ใน Black Box ต่อไป

ปัญหาการคุกคามทางเพศในรัฐสภา ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจและระบบ ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันที่ออกกฎหมาย และควรเป็นแบบอย่างของสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ตนได้เสนอแนวทางยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนากลไกร้องเรียนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเป็นระบบและลดการกระทบซ้ำต่อผู้เสียหาย โดยชูนโยบาย “My Police” หรือ “ตำรวจฉบับกระเป๋า” ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้นแบบ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของรัฐสภาได้

แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทั้งด้านการแพทย์และกระบวนการยุติธรรมได้อย่างคู่ขนาน ผ่านระบบดิจิทัลเพียงช่องทางเดียว ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และลดภาระการเล่าเหตุการณ์ซ้ำ โดยระบบสามารถบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน

แนวทางดังกล่าวยังเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยในลักษณะ “ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (survivor-centric)” และสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการด้านความปลอดภัยอื่นๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านความเสมอภาคทางเพศ (Gender Officer) เพื่อให้การรับมือกับกรณีความรุนแรงทางเพศมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ความเงียบไม่เคยทำให้ปัญหาหายไป มีแต่ทำให้ปัญหาฝังลึกมากขึ้น รัฐสภาไทยควรเป็นพื้นที่ที่ทั้งทรงเกียรติและปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง” นางรัดเกล้า กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน