สภาฯ ถก 4 ญัตติฝุ่นพิษ ‘ภัทรพงษ์’ โอด 9 จังหวัดภาคเหนืออ่วม PM 2.5 ซัด รัฐบาล เลิกทำงานด้วยคำขู่แล้วหันมาใช้สมอง ท้า ‘สุชาติ’ ลาออก หาก รบ.ไม่พิจารณาพ.ร.บ.อากาศสะอาดภายใน 13 พ.ค. ด้าน ‘ธนรัช’ ชี้ วิกฤตฝุ่นพิษลามกระทบสุขภาพ-เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว เสนอ 3 ระยะเร่งแก้ปัญหา ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง ขอให้สภาฯ พิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5
มีสส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) นางการดี เลี่ยวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชป. และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
นายภัทรพงษ์ อภิปรายเสนอญัตติว่า ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือ กำลังป่วยหนักจากอากาศพิษ ฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นผลมาจากการละเลยการแก้ปัญหาของรัฐบาล ขณะนี้่จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร บางพื้นที่พุ่งสูงถึง 700 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เด็กเข้าโรงพยาบาลหลายคน บางคนต้องเข้าไอซียู และบางคนเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดในระยะยาว
กลุ่มที่น่าห่วงคือ กลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียง กระทบกับภาคการท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่รู้มาทุกปีว่าในเดือนมี.ค.-เม.ย. จะมีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดจากการเผาและมลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่งบประมาณการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการดับไฟป่า รัฐบาลละเลยการแก้ปัญหาประชาชน และข้อเสนอในสภาฯ ละเลยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างรวมถึงการแก้ปัญหาวิกฤตฉุกเฉิน
ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือเข้าข่ายเป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว ควรเร่งประกาศให้ 9 จังหวัดภาคเหนือเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อให้มีงบประมาณมาแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดย รมว.มหาดไทยต้องมานั่งหัวโต๊ะและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ส่วนเรื่องมลพิษข้ามแดน ต้องใช้การเจรจาระหว่างประเทศ ให้แจ้งไปยังศูนย์ภัยพิบัติอาเซียน ขอความช่วยเหลือประเทศอาเซียนมาจัดการปัญหา เพราะต้นตอไม่ได้อยู่เฉพาะประเทศไทย แต่ยังมาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ฉะนั้น จึงต้องให้ศูนย์ภัยพิบัติอาเซียนมาช่วยเจรจาฝุ่นพิษในประเทศอาเซียน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5 ล้านตันต่อปีว่า เป็นข้าวโพดที่มาจากการเผาหรือไม่ เพราะมีการเปิดช่องโหว่ให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มาจากการเผา เราไม่สามารถตรวจสอบได้จากประกาศกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน
“ด้วยวิกฤตขณะนี้ ผมไม่สนว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะมาด้วยวิธีการไหน แต่ท่านมีอำนาจและงบประมาณอยู่ในมือแล้ว ลุกขึ้นมาทำงาน หากทำไม่เป็น ขอให้เปิดใจรับฟังเพราะประชาชนอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว ในอดีตพรรคแกนนำรัฐบาลในปัจจุบันเคยระบุว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะเดินไปข้างหน้า แต่นี่คือเวลาที่เราต้องหยุด แล้วถอยมาหนึ่งก้าวแล้วให้ความสำคัญกับภัยพิบัติ” นายภัทรพงษ์ กล่าว
สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ยังจำคำพูดของตัวเองได้หรือไม่ แล้วตอนนี้การกระทำเป็นอย่างไร ภัยพิบัติกลับมาอีกแล้ว ทำได้สักอย่างหรือไม่ อย่าดีแต่ลมปาก แต่ทำจริงไม่ได้สักอย่าง ที่ผ่านมาปล่อยให้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดตกไป
หากสิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง ขอให้ตัวแทนครม.ลุกขึ้นมาพูดให้ประชาชนคลายความกังวลว่า หากรัฐบาลชุดนี้ไม่หยิบร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณาภายในวันที่ 13 พ.ค. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี หากเป็นเช่นนี้ประชาชนจะสบายใจ
“ขอให้รัฐบาลเอาความรู้สึก เอาความทุกข์ของประชาชนมาใส่ในใจตัวเองบ้าง เลิกทำงานด้วยการสั่งและขู่ให้ผู้ว่าฯ ไปขู่ปลัดอำเภอ ปลัดอำเภอก็ไปขู่คนดับไฟ จนคนดับไฟต้องเข้าไปดับไฟทุกวัน ล่าสุดมีคนดับไฟเสียชีวิตจากการเข้าไปดับไฟป่า คำขู่แบบนี้แก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ ขอให้เลิกทำงานด้วยคำขู่แล้วหันมาใช้มันสมองสักที” นายภัทรพงษ์ กล่าว
ด้านนายธนรัช กล่าวว่า ทุกวันนี้ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่เป็นสีม่วงที่เป็นอันตรายต่อคนในทุกกลุ่ม ตนได้ลงพื้นที่ไปที่เชียงรายมีโอกาสไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ ซึ่งหลายท่านไม่มีการป้องกันที่ดีพอ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ หรือหน้ากากอนามัย ตนจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดใจที่เผชิญปัญหานี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นายธนรัช กล่าวต่อว่า อยากฝากข้อเสนอ 3 ระยะ ไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน คือ ระยะสั้น อยากเห็นการทำงานเชิงรุก ปกป้องกลุ่มเปราะบาง สนับสนุนคนทำงาน ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลดำเนินการได้ทันทีในหลายเรื่อง
ประการแรก อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลคนด่านหน้า ซึ่งพี่น้องในแต่ละหมู่บ้าน หลายคนมีหัวใจอยากจะช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่พวกเขาเหล่านั้นขาดทรัพยากร จึงอยากวิงวอนไปถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าอยากให้ช่วยระดมทรัพยากร อุปกรณ์ และอยากให้ช่วยดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ด้านหน้าด้วย
ประการถัดมาคือ อยากขอให้ช่วยสนับสนุนท้องถิ่น ให้มีทรัพยากรเพียงพอเพื่อเข้าไปช่วยเหลือดูแลประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งท้องถิ่นมีทรัพยากรที่จำกัด มีไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหา จึงอยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนงบประมาณนำเข้าช่วยเหลือให้กับพื้นที่แต่ละท้องถิ่น ทำงานประสานงานความร่วมมือกันกับผู้นำชุมชน กำหนดมาตรการความช่วยเหลือที่มีความจำเพาะและสอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ในระยะสั้นได้
นอกจากนี้ อยากให้ช่วยดูแลกลุ่มเด็กเล็กและกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ อาจทำงานผ่านกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ได้ เช่น ในช่วงที่ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินกรอบที่กำหนดโรงเรียนควรมีอำนาจบริหารจัดการโดยที่ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางให้งดกิจกรรมกลางแจ้งได้เลย
นายธนรัช กล่าวว่า ระยะกลาง อยากเสนอให้สร้างพื้นที่ปลอดภัย ปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจเพื่อตั้งเป้าหมายลดฮอตสปอต และควรต้องทำให้สังคมมีส่วนร่วมในการช่วยดูแลในแต่ละพื้นที่ด้วย การบังคับใช้กฎหมายจะต้องมีความชัดเจน เพื่อให้ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ในภายใต้กติกาเดียวกัน
ระยะยาว เรื่องนี้ควรจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ ควรบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบาย ต้องมีการเจรจากับภูมิภาค ประเทศครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ
กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ สามารถใช้กลไกการเจรจาหรือกลไกทางการทูต เข้ามาเจรจากับกลุ่มต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ขอให้ช่วยพิจารณาควบคุมกับมาตรการการลดการพึ่งพาสินค้าที่มีห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวกับการเผาในประเทศเพื่อนบ้านด้วย
“ผมพูดในฐานะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการเผาหนักมาก ยากขอส่งกำลังใจให้กับคนทำงานเพราะหลายท่านทำงานหนักมาก เจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างสุดกำลัง อยากขอวิงวอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจทุกท่าน ต้องกล้าตัดสินใจ นำข้อเสนอไปสู่ปฏิบัติต่อไป คืนอากาศบริสุทธิ์ คืนเศรษฐกิจที่ดี คืนอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลานของเรา ทำให้คนไทยหายใจได้อย่างเต็มปอดครั้งหนึ่ง” นายธนรัช กล่าว