ศิริกัญญา ดักคอรัฐบาล เตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ หวั่นทำให้หนี้สาธารณะพุ่ง ถามจะเอาเงินที่ไหนมาใช้คืน

วันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) พิจารณาวาระเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ

จากนั้นเวลา 16.00 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ตนเห็นนโยบายรัฐบาลแล้ว ต้องบอกว่ามองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น ไม่รู้เป้าหมายปลายทางจะไปที่ไหน นโยบายแต่ละเรื่องไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ ขณะที่เศรษฐกิจเข้าสู่โหมดข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำ เงินเฟ้อสูง

ที่ผ่านมาราคาน้ำมันขึ้นไป 20 บาท แต่มาตรการเยียวยาเพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยวางมาตรการช่วยเหลือ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส บูรณาการระหว่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่ง ซึ่งตนมองว่ารัฐบาลควรกำหนดไว้ในนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ ต่อการช่วยเหลือที่เพียงพอหรือมาตรการเพิ่มเติมในการช่วยภาคขนส่งรายเล็กและรายใหญ่

ที่น่าสนใจคือผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเหลือ 9 ล้านคน จากเดิมที่มี 13.4 ล้านคน โดยรัฐบาลระบุว่าจะทำให้เสร็จในเดือนพ.ค.นี้ ซึ่งน่ากังวลต่อการยืนยันรับสิทธิ์ และการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 เพื่อช่วยช่วงเดือนเม.ย.ถึงพ.ค.นี้ จริงหรือไม่ แม้จะฟังดูดีที่เหมือนเกลี่ยก่อนกู้ ซึ่งเป็นคำถามว่าจริงหรือไม่

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงภาวะการคลังที่เสี่ยงเข้าใกล้วิกฤต ส่วนงบกลางเพื่อใช้ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ทราบว่าคงเหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ก่อนหน้านั้นใช้งบไป 1 ใน 3 ของงบดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การโอนงบยังมีกระแสข่าวจะออกเป็น พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ข้ามหัวสภาฯ จึงขอถามว่าจะแก้ไขฐานะการคลังของรัฐบาลหรือประชาชน ทั้งนี้ การออกกฎหมายโอนงบในช่วงไตรมาส 3 จะเสียก่อนได้ เพราะงบถูกใช้มาก ยอดเมื่อสิ้นเดือนมี.ค.ใช้งบเกิน 60% เบื้องต้นคาดว่าจะมีกองกลางที่ปรับได้ 4 แสนล้านบาท หากบอกว่าจะตัดจะโอนงบ 4 หมื่นล้านบาท กังวลว่าจะไปไม่ถึง

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การตัดได้มากหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่จะออกมา หากเขียนเกณฑ์แบบหลวมๆ เหมือนบอกว่าห้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศที่มีเงื่อนไขว่าอยู่ที่ดุลยพินิจ เชื่อว่าจะไม่มีงบให้ตัดแน่นอน

แต่ความรวดเร็วไม่ใช่เหตุผลที่จะออกเป็น พ.ร.ก. และคิดว่าออกไม่ได้ เพราะตามมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้กฎหมายงบประมาณต้องออกเป็นพ.ร.บ. และต้องผ่านสภาฯ ส่วนที่บอกว่าต้องเร็ว ตนมองว่าไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะการโอนงบที่ผ่านมาแม้จะทำล่าช้าไป 6 เดือน แต่กระบวนการของสภาฯ เร่งรัดให้เสร็จโดยเร็วได้ ดังนั้น ตนมองว่าการออก พ.ร.ก.โอนงบ จะไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญและขอร้องอย่าข้ามหัวสภาฯ

สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลเสียงแข็งว่าไม่สามารถลดได้ ทั้งที่การลดแม้จะ 2 บาท จะชะลอการขึ้นราคาสินค้าได้ ซึ่งกรณีที่ไม่มีการปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ตนคาดว่าสถานการณ์การคลังจะวิกฤตกว่าที่รับรู้ เมื่อไม่ลดภาษี ขออย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่

ส่วนแนวทางการลดราคาน้ำมันขอความชัดเจนว่าจะเก็บภาษีลาภลอยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหนี้เบ่งบานที่ขอบอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรกทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน

กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการงบ 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้ นหากคิดจะกู้แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจและออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาท

ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน เกรงว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษี VAT

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน